ย้อนประวัติศาสตร์วัดเส้าหลิน
วัดเส้าหลิน (少林寺) เรียกเป็นภาษาแต้จิ๋วว่า ‘เสี่ยวลิ้มยี่’ คำว่า ‘เส้าหลิน’ (少林) นี้ขนานนามตามที่ตั้งซึ่งอยู่ในป่าไผ่ (竹林) ทางใต้ของยอดเขาอู๋หรู่เฟิง (五乳峰) กลุ่มภูเขาเส้าซื่อซาน (少室山) อันอุดมสมบูรณ์
วัดเส้าหลิน (少林寺) เรียกเป็นภาษาแต้จิ๋วว่า ‘เสี่ยวลิ้มยี่’ คำว่า ‘เส้าหลิน’ (少林) นี้ขนานนามตามที่ตั้งซึ่งอยู่ในป่าไผ่ (竹林) ทางใต้ของยอดเขาอู๋หรู่เฟิง (五乳峰) กลุ่มภูเขาเส้าซื่อซาน (少室山) อันอุดมสมบูรณ์
หวังชง มีชื่อรองว่า จ้งเริ่น (仲任) ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขายอยู่ที่เมืองไคว่จี[1] (會稽) หวังชงกำพร้าบิดาซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวตั้งแต่ยังเล็ก ฐานะทางบ้านจึงค่อนข้างยากจน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี หวังชงเป็นเด็กฉลาดและใฝ่รู้ เขาเริ่มเรียนอ่านเขียนตั้งแต่อายุ 6 ปี ครั้นอายุได้ 8 ปี ก็เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนในหมู่บ้าน เขามุ่งมั่นทุ่มเทให้กับการเรียนเป็นอย่างมาก ประกอบกับมีความสามารถโดดเด่นกว่าเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นๆ จึงเป็นที่รักใคร่ของบรรดาอาจารย์ กระทั่งหวังชงอ่านออกเขียนได้อย่างแตกฉาน เขาจึงลาออกจากโรงเรียนและเริ่มศึกษาตำราขงจื่อ (孔子) และเหลาจื่อ (老子) อย่างจริงจัง
เมื่อพูดถึงคำว่า ‘มู่หลาน’ (木蘭) หลายคนอาจจะนึกถึง ‘ฮวามู่หลาน’ (花木蘭) วีรสตรีจีนที่ปรากฏในบทร้อยกรองโบราณก่อนถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในภายหลัง ทว่าคำว่า ‘มู่หลาน’ ในบทความนี้เป็นชื่อสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับฮวามู่หลานแต่อย่างใด สถานที่นี้มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า ‘เขตล่าสัตว์มู่หลาน’ (木蘭圍場) อันเป็นเขตล่าสัตว์ประจำราชวงศ์ชิง
‘สุสานยุคราชวงศ์ฮั่นที่เนินหม่าหวังตุย’ ถูกค้นพบโดยบังเอิญ และกระบวนการขุดค้นก็เต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง เหตุเกิดเมื่อปลาย ปี ค.ศ. 1971 โหวเหลียง นักโบราณคดีจากพิพิธภัณฑสถาน แห่งมณฑลหูหนานได้รับรายงานว่า ภายในบริเวณฐานทัพทหารแห่งหนึ่ง ที่ชาวบ้านเรียกว่า เนินเขาหม่าหวังตุย
คำว่า ‘เปอรานากัน’ (Peranakan) เป็นคำมลายู แปลว่า ‘ถือกำเนิดที่นี่’ ใช้เรียกสายเลือดลูกผสมที่ถือกำเนิดในดินแดนแถบแหลมมลายู แท้จริงแล้วคำว่า ‘เปอรานากัน’ มีความหมายรวมถึง คนที่มีเชื้อสายลูกผสมระหว่างชาวต่างชาติและชาวพื้นเมืองมลายู เช่น ชาวอาหรับเปอรานากัน ชาวดัตช์เปอรานากัน
‘เรจินัลด์ เฟลมิง จอห์นสตัน’ (Reginald Fleming Johnston / 莊士敦 ค.ศ. 1874-1938) เป็นพระอาจารย์ชาวตะวันตกของจักรพรรดิปูยี (溥儀 ค.ศ. 1906-1967) หรือจักรพรรดิเซวียนถ่ง (宣統) จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ชิง (清 ค.ศ. 1636-1912) และเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของประเทศจีน จอห์นสตันเป็นชาวสก็อตแลนด์ เกิดเมื่อ ค.ศ. 1874 สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระและมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด
พิพิธภัณฑสถานสุสานทหารดินเผาแห่งจักรพรรดิจิ๋นซี (秦始皇兵馬俑博物館) ถูกสร้างขึ้นในบริเวณที่มีการค้นพบสุสานทหารดินเผาและเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1979 ลักษณะสุสานเป็นต้นแบบของสุสานจักรพรรดิในสมัยโบราณที่ใช้การสร้างหุ่นดินเผาแทนการฝังคนทั้งเป็นเพื่อไปเป็นข้ารับใช้จักรพรรดิในภพหน้า เช่น ทหารม้า ทหารราบ
พระกระยาหารของจักรพรรดิแต่ละมื้อนั้นห้องพระเครื่องต้นเตรียมไว้ 4 โต๊ะ แต่ละโต๊ะมีอาหารกว่า 20 ชนิด รวมแล้วไม่น้อยกว่า 100 ชนิด ส่วนพระกระยาหารของฮองเฮาและเหล่านางสนมแต่ละมื้อมีประมาณ 40 ชนิด นอกจากนี้ยังมีโจ๊ก ขนมอบ อาหารประเภทหมี่ และเครื่องเคียง (คือเครื่องจิ้ม เครื่องแนม) ต่างๆ
คำว่า ‘ผู้เฒ่าจันทรา’ ภาษาจีนเรียกว่า ‘เย่ว์เซี่ยเหล่าเหริน’ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘เย่ว์เหล่า’ (月老) ว่ากันว่าเทพพ่อสื่อองค์นี้เป็นชายชรา ถือเชือกวิเศษสีแดงกับสมุดบันทึกเป็นของประจำตัว ชาวจีนเชื่อว่าหากผู้เฒ่าจันทราผูกปลายเชือกแดง...
ในประเทศจีนมีการพิสูจน์สาวพรหมจารีด้วยวิธีการอันหลากหลาย ส่วนใหญ่เพื่อถวายตัวสาวพรหมจารีแด่จักรพรรดิ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ความเชื่อที่เคยฝังหัวก็ค่อยๆ จางลง มีบันทึกว่ามีการพิสูจน์สาวพรหมจารีตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น