Cultural History2020-05-13T11:43:44+07:00

ประวัติศาสตร์ และ วัฒนธรรมจีน

บทความสาระความรู้ที่เกี่ยวประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีน

การมัดเท้าของสตรีจีน: ความงามหรือพันธนาการ (ตอนที่ 2)

การมัดเท้า (缠足) เป็นประเพณีแปลกประหลาดที่ปรากฏในสังคมจีนครั้งอดีต เป็นการใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมพันเท้าผู้หญิง มัดให้แน่นไว้เป็นเวลานานจนเท้าค่อยๆ บิดงอได้รูปทรงตามที่ต้องการ และเล็กลงเป็นรูปสามเหลี่ยม คนส่วนใหญ่เลือกมัดเท้าตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อชะลอการเจริญเติบโตของเท้า โดยทั่วไปเริ่มผูกรัดเท้าเด็กผู้หญิงตั้งแต่อายุ 4-5 ขวบ กระทั่งโตขึ้นจนกระดูกคงตัวจึงปลดผ้าออก แต่ก็มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ใช้ผ้ามัดเท้าไว้ตลอดชีวิต

การมัดเท้าของสตรีจีน: ความงามหรือพันธนาการ (ตอนที่ 1)

การมัดเท้า (缠足) เป็นประเพณีแปลกประหลาดที่ปรากฏในสังคมจีนครั้งอดีต เป็นการใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมพันเท้าผู้หญิง มัดให้แน่นไว้เป็นเวลานานจนเท้าค่อยๆ บิดงอได้รูปทรงตามที่ต้องการ และเล็กลงเป็นรูปสามเหลี่ยม คนส่วนใหญ่เลือกมัดเท้าตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อชะลอการเจริญเติบโตของเท้า โดยทั่วไปเริ่มผูกรัดเท้าเด็กผู้หญิงตั้งแต่อายุ 4-5 ขวบ กระทั่งโตขึ้นจนกระดูกคงตัวจึงปลดผ้าออก แต่ก็มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ใช้ผ้ามัดเท้าไว้ตลอดชีวิต

จากเปลือกหอยถึงเงินดิจิตอล พัฒนาการเงินตราของจีน

เงินตราของจีนเป็นหนึ่งในเงินซึ่งเก่าแก่ที่สุดในโลก และแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์มาตลอดเวลากว่า 4 พันปี เป็นสีสันอย่างหนึ่งที่น่าสนใจในหน้าประวัติศาสตร์ เงินจีนบางยุคไม่เพียงใช้ในประเทศเท่านั้น แต่ยังแพร่หลายไปทั่วเอเชียอีกด้วย

เกร็ดวัฒนธรรมการกินช่วงตรุษจีน

เทศกาลตรุษจีน (春節) เป็นเทศกาลสำคัญของชาวจีนมาช้านาน ทุกพื้นที่ทั่วประเทศล้วนจัดงานเฉลิมฉลอง มีการเชิดสิงโต จุดประทัด ตกแต่งบ้านเรือนด้วยคำกลอนมงคล ผู้คนซึ่งทำงานในเมืองหรือต่างมณฑลล้วนเดินทางกลับบ้านเกิดไปใช้เวลากับครอบครัว ทุกบ้านรับประทานอาหารร่วมกัน อาหารที่ชาวจีนนิยมรับประทานในช่วงตรุษจีนล้วนแฝงความหมายมงคลทั้งนั้น ประเภทอาหารที่เรามักได้ยินได้แก่

การค้นพบ ‘เจี๋ยกู่เหวิน’ อักษรจีนยุคแรก

‘เจี๋ยกู่เหวิน’ (甲骨文) คืออักษรจีนโบราณชนิดหนึ่งที่จารลงบนกระดองเต่าหรือกระดูกสัตว์ คำว่า ‘เจี่ย’ (甲) มาจาก ‘กุยเจี่ย’ (龜甲) หมายถึง กระดองเต่า และ ‘กู่’ มาจาก ‘โซ่วกู่’ (獸骨) หมายถึง กระดูกสัตว์ นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น ‘อักษรจาร’ (契文) ‘อักษรกระดองเต่ากระดูกสัตว์’ (龜甲獸骨文) ‘อักษรทำนายบนกระดองเต่าและกระดูกสัตว์’ (甲骨卜辭) ‘อักษรอินซวี’ (殷墟文字) เป็นต้น

เรียนรู้จากสวินจื่อ

ยุคชุนชิวจั้นกั๋ว (春秋战国 770-221 ปีก่อนคริสตกาล) หลังราชสำนักโจวเสื่อมโทรม สังคมกำลังวุ่นวายกับสงครามชิงอำนาจระหว่างรัฐ ในเวลานั้นผู้คนต่างต้องการแสวงหาทางออกที่ดีที่สุดให้สังคม ปัญญาชนทั้งหลายจึงพากันแสดงความคิดเห็นและเสนอทฤษฎีการแก้ปัญหาตามแนวคิดของตน เป็นเหตุให้ค่อยๆ ปรากฏเป็นสำนักปรัชญามากมายหลายแขนง อาทิ เหลาจื่อ ขงจื่อ เมิ่งจื่อ สวินจื่อ ม่อจื่อ หานเฟยจื่อ เป็นต้น นักคิดเหล่านี้ล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือทำให้สังคมที่กำลังวุ่นวาย จริยธรรมเสื่อมโทรมนั้น ได้พบกับความสงบสุข

Go to Top