เสียงกระเรียนร้องกังวาน ณ หัวถิง : โศกนาฏกรรมเหนือกาลเวลา

เรื่องโดย: เดชาวัต เนตยกุล


 

—–ในวัฒนธรรมจีน มีสำนวนหรือสุภาษิตจำนวนมากซึ่งประกอบด้วยตัวอักษรเพียงสี่ตัว รูปแบบเรียบง่าย สั้นกระชับ แต่ความหมายเบื้องหลังแฝงด้วยเรื่องราวความเป็นมาอันน่าสนใจ ทั้งเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ แนวคิดปรัชญา คุณค่าทางศีลธรรม ตลอดจนความงดงามทางวรรณศิลป์ที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน  ด้วยเหตุนี้ สำนวนจีนโบราณจึงเปรียบเสมือนเพชรเม็ดงามที่เปล่งประกาย ชวนให้ผู้คนค้นหาและเรียนรู้คุณค่าทางวัฒนธรรมอยู่เสมอ

—–สำนวนจีน “華亭鶴唳” (huá tíng hè lì) หรือ “เสียงกระเรียนร้องกังวาน ณ หัวถิง” นับเป็นเพชรอีกเม็ดหนึ่งที่น่าสนใจ และควรค่าแก่การหยิบยกขึ้นมาถอดรหัสในครั้งนี้ เนื่องจากสำนวนนี้แฝงนัยอันลึกซึ้ง ถ่ายทอดความอาลัยอาวรณ์และการใคร่ครวญชีวิตในวาระสุดท้ายของมนุษย์ผ่านเรื่องราวอันน่าสลดใจ เชื่อมโยงความรู้สึกของชาวจีนทุกยุคทุกสมัยสืบมาจนถึงปัจจุบัน

—–สำนวนนี้ปรากฏครั้งแรกในวรรณกรรมซื่อซัวซินอี่ว์ หมวดโหยวหุ่ย《世説新語·尤悔》ของหลิวอี้ชิ่ง (劉義慶 ค.ศ. 403–444) เชื้อพระวงศ์ผู้โดดเด่นในด้านวรรณคดีแห่งราชวงศ์ซ่ง ในช่วงราชวงศ์เหนือใต้ (南朝宋 ค.ศ. 420–479) โดยได้บันทึกเป็นเนื้อความอย่างสั้นว่า

ลู่ผิงหยวนพ่ายศึกที่สะพานเหอเฉียว ซ้ำยังถูกหลูจื้อใส่ร้ายจนต้องโทษประหาร ก่อนถูกลงอาญา ทอดถอนใจว่า ‘อยากยินเสียงกระเรียนร้องกังวาน ณ หัวถิง อีกสักครา จะยังเป็นไปได้หรือไม่?’ [1]

 

⚫ ชะตาชีวิตของปัญญาชนในกลียุค

ภาพวาดลู่จีโดยจิตรกรสมัยราชวงศ์ชิง (ขอขอบคุณภาพจาก www.shanghaimuseum.net)

—–ลู่ผิงหยวน (陸平原) หรือ ลู่จี (陸機 ค.ศ. 261–303) กำเนิดในตระกูลลู่ (陸 อ่านว่า “ลก” ในสำเนียงจีนท้องถิ่น) อันเป็นตระกูลขุนนางชั้นสูงที่ทรงอิทธิพลแห่งแคว้นอู๋ (吳國 ง่อก๊ก) ในยุคสามก๊ก (三國) เขาเป็นบุตรคนที่สี่ของแม่ทัพลู่คั่ง (陸抗 ลกข้อง ค.ศ. 226–274) และมีศักดิ์เป็นหลานปู่ของอัครมหาเสนาบดีลู่ซวิ่น (陸遜 ลกซุน ค.ศ. 183–245)

—–เมื่อลู่จีอายุได้ 20 ปี (ค.ศ. 280) ราชวงศ์จิ้นตะวันตก (西晉 ค.ศ. 265–316) ของตระกูลซือหม่า (司馬 สุมา) หมายจะรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้ง จึงเปิดศึกกับดินแดนทางใต้อย่างแคว้นอู๋จนได้รับชัยชนะ เหล่าพี่ชายของลู่จีต่างสิ้นชีพในสนามรบ ส่วนลู่จีและลู่อวิ๋น (陸雲 ค.ศ. 262–303) ผู้เป็นน้องชายตกเป็นเชลยศึก แต่ด้วยทั้งสองมิได้มีตำแหน่งสูงในกองทัพ จึงได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา

—–หลังจากบ้านเมืองล่มสลาย ลู่จีและน้องชายจึงเร้นกายกลับสู่หัวถิง อันเป็นถิ่นฐานของบรรพบุรุษ[2] เพื่อใช้ชีวิตอย่างสันโดษ พร้อมมุ่งศึกษาหาความรู้และขัดเกลาความสามารถของตนท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม ครั้นค.ศ. 289 หลังจากเก็บตัวอยู่ที่หัวถิงเกือบทศวรรษ สองพี่น้องตระกูลลู่ (二陸)  จึงตัดสินใจก้าวออกจากความสงบ มุ่งหน้าสู่นครลั่วหยาง (洛陽) ดินแดนทางเหนือ อันเป็นศูนย์กลางอำนาจแห่งแผ่นดิน เพื่อเข้าสู่เส้นทางขุนนางและหาโอกาสฟื้นฟูเกียรติยศของตระกูลอีกครั้ง

—–เมื่อเข้าสู่นครลั่วหยาง ด้วยพรสวรรค์ด้านวรรณศิลป์อันโดดเด่น สองพี่น้องตระกูลลู่จึงมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็ว จนได้พบกับ “จางหัว” (張華 ค.ศ. 232–300) ขุนนางผู้ใหญ่คนสำคัญแห่งราชสำนัก ลู่จีกับจางหัวต่างถูกชะตากันราวกับรู้จักกันมานาน ลู่จีเลื่อมใสในคุณธรรมและความรู้ของจางหัว ส่วนจางหัวก็ชื่นชมสติปัญญาและความสามารถของสองพี่น้องตระกูลลู่ ถึงกับเคยกล่าวยกย่องว่า ศึกพิชิตแคว้นอู๋ครานั้น กำไรคือได้ยอดบุรุษทั้งสอง”[3]

—–นอกจากนี้ จางหัวยังช่วยแนะนำทั้งสองให้รู้จักกับเหล่าขุนนางและปัญญาชนชั้นนำแห่งนครหลวง ส่งผลให้ชื่อเสียงของสองพี่น้องตระกูลลู่โด่งดังในราชสำนักจิ้น

—–ทว่าแม้ลู่จีจะเปี่ยมด้วยความสามารถเพียงใด ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากเหล่าขุนนางฝ่ายเหนือซึ่งเป็นกลุ่มอิทธิพลเก่ามากนัก ประกอบกับลู่จีเป็นบัณฑิตหยิ่งในศักดิ์ศรี มั่นใจในตนเองสูง อีกทั้งไม่ช่ำชองเรื่องกลอุบายทางการเมือง เส้นทางรับราชการของเขาจึงเต็มไปด้วยอุปสรรค โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับเหล่าแม่ทัพและเชื้อพระวงศ์ในนครหลวง ซึ่งต่างมีอคติและดูแคลนปัญญาชนจากแดนใต้อันเป็นฝ่ายพ่ายศึก

—–ในขณะนั้น รากฐานของราชวงศ์จิ้นยังไม่มั่นคงนัก เหล่าพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางน้อยใหญ่ต่างแย่งชิงอำนาจกันอย่างดุเดือด ลู่จีจำต้องโอนอ่อนผ่อนตาม เข้าหากลุ่มอำนาจต่างๆ เพื่อรักษาสถานะของตนในราชสำนัก กระทั่งเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ “จลาจลแปดอ๋อง” (八王之亂) จนเกือบต้องสังเวยชีวิต เคราะห์ดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากอ๋องเฉิงตู (成都王) นาม “ซือหม่าอิ่ง” (司馬穎 ค.ศ. 279–306) จึงรอดพ้นมาได้

—–จากเหตุการณ์ครั้งต่างๆ ทำให้มิตรสหายของลู่จีต่างพากันเตือนถึงภยันตราย พร้อมชักชวนให้เขากลับบ้านเกิด ทว่าลู่จีซึ่งทะนงในความสามารถของตนและตั้งใจจะกอบกู้บ้านเมืองในยามวิกฤต ได้ปฏิเสธคำชักชวนเหล่านั้น และเลือกที่จะอยู่เผชิญกับสงครามการเมืองต่อไป

—–ด้วยความเลื่อมใสและซาบซึ้งในพระคุณที่เคยช่วยชีวิต ลู่จีจึงตัดสินใจสวามิภักดิ์ และรับราชการอยู่ใต้สังกัดอ๋องเฉิงตู ณ เมืองเย่เฉิง (鄴城) ต่อมาอ๋องเฉิงตูได้แต่งตั้งให้ลู่จีดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาการทหาร (參軍) และผู้ว่าการเมืองผิงหยวน (平原內史) ด้วยเหตุนี้ คนรุ่นหลังจึงมักเรียกขานเขาว่า “ลู่ผิงหยวน”

—–รัชศกไท่อัน (太安) ปีที่ 2 (ค.ศ. 303) อ๋องเฉิงตูยกทัพไปปราบอ๋องฉางซา (長沙王) หรือ “ซือหม่าอี้” (司馬乂 ค.ศ. 277–304) ผู้กุมอำนาจในราชสำนัก ในการศึกครานี้ อ๋องเฉิงตูสั่งการให้ลู่จีนำกองทัพเข้าโจมตีลั่วหยาง โดยมีขุนพลสำคัญของฝ่ายเหนือร่วมทัพไปด้วย ลู่จีตระหนักดีว่าตนไม่อาจควบคุมกำลังพลจากทางเหนือได้จึงขอปฏิเสธ ทว่าอ๋องเฉิงตูไม่ยินยอม ลู่จีจึงจำต้องนำทัพออกศึกอย่างจนใจ

—–ก่อนออกศึก ลู่จีพยายามยกเรื่องราวในประวัติศาสตร์มาเปรียบเปรยเพื่อขอความไว้วางใจจากอ๋องเฉิงตู ป้องกันมิให้อีกฝ่ายหลงเชื่อคำยุยงของผู้อื่น ทว่าต่อมา “หลูจื้อ” (盧志 ไม่ทราบปีเกิด–ค.ศ. 312) ขุนนางผู้เคยมีเรื่องบาดหมางกับเขาในอดีต กลับบิดเบือนความหมายคำพูดของลู่จี ยุแยงความสัมพันธ์นายบ่าวของทั้งคู่ ส่งผลให้อ๋องเฉิงตูเริ่มเกิดความคลางแคลงใจในตัวลู่จีไม่น้อย

—–ระหว่างนำทัพ ลู่จีล่วงรู้ข่าวเรื่องที่คำพูดตนถูกบิดเบือน แม้จะอึดอัดใจแต่ไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้ ยามที่ได้ยินเสียงแตรศึกดังแว่วมา เขาจึงเปรยออกมาว่า “เพลานี้ ข้าได้ยินเสียงนี้ สู้เสียงกระเรียนร้องกังวาน ณ หัวถิงมิได้เลย”[4] บัดนี้แม้ลู่จีอยากถอนตัว ก็สายเกินไปเสียแล้ว

—–ยามศึกประชิดใกล้เข้ามา รองแม่ทัพเมิ่งเชา (孟超) กลับปล่อยปละให้ทหารในสังกัดออกปล้นทรัพย์ชาวบ้าน สร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎรอย่างหนัก ลู่จีจับกุมหัวโจกได้และเตรียมลงโทษตามวินัยทหาร แต่เมิ่งเชาได้นำกองกำลังมาชิงตัวนักโทษไป พร้อมกล่าวเหยียดหยามลู่จีว่า “เจ้าคนเถื่อนทางใต้ จะมาเป็นแม่ทัพได้อย่างไร” (貉奴,能作督不)

—–ที่ปรึกษาของลู่จี ได้เกลี้ยกล่อมให้เขาประหารเมิ่งเชาเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง แต่ลู่จีตัดใจทำไม่ลง ครั้นเมิ่งเชารอดตัวไปก็กำเริบเสิบสาน ปล่อยข่าวว่าลู่จีคิดแปรพักตร์ ทั้งยังส่งจดหมายไปถึง “เมิ่งจิ่ว” (孟玖) ผู้เป็นพี่ชายว่า ลู่จีละล้าละลังสองจิตสองใจ เจตนาไม่รีบเผด็จศึก (言機持兩端,故軍不速決)

—–เมื่อถึงเวลาออกศึก เมิ่งเชาไม่ยอมฟังคำสั่ง ควบม้าพาทหารบุกเดี่ยวออกไปจนถูกข้าศึกสังหาร แต่เมิ่งจิ่วปักใจเชื่อว่าลู่จีวางอุบายฆ่าน้องชายตน จึงเพ็ดทูลอ๋องเฉิงตูว่าลู่จีคิดแปรพักตร์ เมื่อแรงยุยงของหลูจื้อและคำเพ็ดทูลของเมิ่งจิ่ว สอดรับกับการปรักปรำของเหล่าแม่ทัพฝ่ายเหนือ อ๋องเฉิงตูจึงพิโรธหนัก สั่งจับกุมลู่จีไปประหารชีวิตทันที

—–ในคืนนั้น ลู่จีฝันว่ามีม่านสีดำพันรอบรถม้าของตนจนแน่นหนา ดึงเท่าไรก็ไม่ออก ครั้นรุ่งสางก็พบว่ามีกองทหารมารอควบคุมตัวเขาอยู่แล้ว ลู่จีจึงเดินออกไปเผชิญหน้าพร้อมกล่าวว่า… 

—–“นับแต่แคว้นอู๋ล่มสลาย เราพี่น้องและคนในตระกูลต่างได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากราชวงศ์จิ้น เมื่ออยู่ในราชสำนักก็ได้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท เมื่อออกนอกพระนครก็ได้รับอาญาสิทธิ์ให้บัญชาการทัพ อ๋องเฉิงตูมอบหมายภารกิจอันใหญ่หลวงแก่ข้า แม้ตัวข้าบอกปัดแต่กลับโดนปฏิเสธ วันนี้ต้องถูกประหาร นี่มิใช่ชะตากรรมหรอกหรือ”[5]

—–ยามถึงวาระสุดท้าย ลู่จีกล่าวรำพึงรำพันว่า “อยากยินเสียงกระเรียนร้องกังวาน ณ หัวถิง อีกสักครา จะยังเป็นไปได้หรือไม่?” (欲聞華亭鶴唳,可複得呼?) จากนั้นลู่จีในวัย 43 ปี ก็ถูกประหารชีวิตพร้อมบุตรชายทั้งสองคน เล่าขานกันว่าในวันนั้นเกิดอาเพศ ฟ้าดินมืดมัวด้วยหมอกหนาทึบในเวลากลางวัน ลมพายุพัดแรงจนกิ่งไม้หักโค่น ทั้งยังมีหิมะตกลงมาอย่างหนัก ราวกับผืนฟ้ากำลังร่ำไห้ให้แก่ความตายที่ไม่เป็นธรรมของเขา

 

⚫ เสียงกระเรียนแห่งหัวถิง : สัญลักษณ์แห่งโศกนาฏกรรมเหนือกาลเวลา

—–กล่าวกันว่า เมื่อมนุษย์ใกล้สิ้นลมหายใจ มักเกิดความอาลัยอาวรณ์ต่อสรรพสิ่ง และหวนรำลึกถึงอดีตอันงดงามที่เคยประสบมา จนสามารถมองเห็นคุณค่าของชีวิตได้อย่างทะลุปรุโปร่ง พร้อมทั้งเข้าใจสัจธรรมได้มากขึ้น ทว่าในบางครา กว่าคนเราจะตระหนักรู้ได้ก็สายเกินไปเสียแล้ว ดังเช่นวาระสุดท้ายของ “ลู่จี” ที่ได้หวนคิดถึงช่วงเวลาอันสงบสุขท่ามกลางธรรมชาติ ได้ฟัง “เสียงกระเรียนร้องกังวาน ณ หัวถิง” ซึ่งเป็นความสุขที่ไม่อาจหวนคืนมาได้อีกตลอดกาล อันเป็นที่มาของสำนวนนี้

—–華亭鶴唳 แปลความหมายโดยรวมคือ “เสียงกระเรียนร้องกังวาน ณ หัวถิง” หากมองเพียงผิวเผิน สำนวนนี้ชวนให้นึกถึงภาพธรรมชาติอันงดงาม ทว่าภูมิหลังถ้อยคำอันไพเราะนี้ กลับซ่อนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าโศกเศร้าไว้ดังที่ได้เล่าไว้ข้างต้น

—–หัวถิง (華亭) เป็นชื่อสถานที่สมัยโบราณ หมายถึง อำเภอหัวถิง ปัจจุบันคือพื้นที่บริเวณเขตซงเจียง (松江)
นครเซี่ยงไฮ้ (上海) ในสมัยก่อน สถานที่แห่งนี้รายล้อมด้วยลำธารใสและผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีนกกระเรียนอาศัยและขยายพันธุ์อยู่โดยรอบ ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านในท้องถิ่นจึงขนานนามพื้นที่แห่งนี้ว่า “รังนกกระเรียน” (鶴窠)

—–“นกกระเรียน” (鶴) เป็นสัตว์มงคลในวัฒนธรรมจีน ทั้งความสูงส่ง ความบริสุทธิ์ ความซื่อสัตย์มีคุณธรรม
ความสง่างาม และความยืนยาวของชีวิต อีกทั้งยังเป็นพาหนะของเทพเซียน ด้วยเหตุนี้ นกกระเรียนจึงมักปรากฏอยู่ในวรรณกรรม ภาพวาดและสำนวนจีนจำนวนมาก โดยใช้เป็นสัญลักษณ์แทนวิญญูชน หรือผู้สันโดษที่ปลีกตัวจากความวุ่นวายทางโลก

—–เสียงร้องกังวาน (唳) ในสำนวนนี้หมายถึง เสียงร้องของนกกระเรียน ในทัศนะของคนรุ่นหลังเสียงร้องนี้มิได้เป็นเพียงเสียงแห่งความอาลัย หากยังชวนให้ใคร่ครวญถึงการปลดปล่อยจิตใจจากความยึดติดในลาภยศ และการหวนคืนสู่ความสงบเรียบง่ายของชีวิต

—–กล่าวได้ว่า สำนวน “เสียงกระเรียนร้องกังวาน ณ หัวถิง” ได้หลอมรวมแง่คิดหลากหลายมิติไว้ให้คนรุ่นหลังได้
ขบคิดพิจารณาถึงความจริงของชีวิต ความอาลัยอาวรณ์ต่อบ้านเกิด ตลอดจนเรื่องของโชคชะตาและการเลือกเส้นทางเดินของตนเอง

—–กระทั่งทุกวันนี้ “เสียงกระเรียนร้องกังวาน ณ หัวถิง” ยังคงแว่วเตือนสติผู้คนให้รู้จักปล่อยวาง กล้าเผชิญหน้ากับความจริงของชีวิต และหันกลับมาทบทวนว่า แท้จริงแล้วชีวิตควรมุ่งแสวงหาลาภยศ เงินทอง และความสำเร็จเพียงอย่างเดียว หรือควรโอบรับความสงบสุขอันเรียบง่ายในส่วนลึกของหัวใจกันแน่

 


[1]《世説新語·尤悔》: 陸平原河橋敗,爲盧誌所讒,被誅,臨刑嘆曰:‘欲聞華亭鶴唳,可復得乎?’
《晉書·卷五十四·列傳第二十四》:華亭鶴唳,豈可複聞乎!

[2] ในอดีต มหาเสนาบดีลู่ซวิ่น ผู้เป็นปู่ เคยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงบรรดาศักดิ์เป็น “หัวถิงโหว” (華亭侯) ตระกูลลู่จึงพำนักตั้งรกราก ณ ดินแดนแห่งนี้

[3] 《晉書·卷五十四·列傳第二十四》:華素重其名,如舊相識,曰:「伐吳之役,利獲二俊。」

[4] 《藝文類聚》: 陸士衡為河北督,已被閒構,內懷憂懣,聞眾軍警角鼓吹。謂其司馬曰:我今聞此,不如華亭鶴鳴。

[5] 《晉書·卷五十四·列傳第二十四》:自吳朝傾覆,吾兄弟宗族蒙國重恩,入侍帷幄,出剖符竹。成都命吾以重任,辭不獲已。今日受誅,豈非命也!

—–