กวีพุทธ หวางเหวย

เรื่องโดย: โชติช่วง นาดอน

*จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อระลึกถึง อ.ทองแถม นาถจำนง (โชติช่วง นาดอน) เนื่องในวาระการจากไปครบรอบ 2 ปี
โดยคัดลอกเนื้อหามาจากนิตยสาร All magazine (ออล แม็กกาซีน)


 

 

—–หวางเหวย (王维 ค.ศ. 701–761) เป็นกวีที่มีท่วงทำนองของบทกวีที่เป็นอัตลักษณ์ของตนเอง ถึงขนาดเรียกว่าเป็น ‘สกุลช่าง’ สกุลหนึ่ง

—–เขาเขียนอะไรๆ ที่มันดูเรียบๆ เหมือนบรรยายทิวทัศน์ อย่างเช่นบทนี้

สกุณาร้องเหนือธาร《鸟鸣涧》

人闲桂花落,(เหญินเสียนกุ้ยฮัวลั่ว)

夜静春山空。(เย่จิ้งชุนซานคง)

月出惊山鸟,(เยวี่ยชูจิงซานเหนี่ยว)

时鸣春涧中。(สือหมิงชุนเจี้ยนจง)

คนไร้-ไม้ดอกกุ้ย   หล่นลา

คืนสงัดวสันต์ภูผา   เปล่าร้าง

จันทร์โผล่ส่องสกุณา   ตระหนกตื่น

แจ้วเจื้อยเสียงไปกว้าง   หุบห้วยแห่งวสันต์

—–วรรคที่หนึ่งบอกว่า – ในที่ซึ่งปราศจากผู้คนดอกกุ้ยฮัวร่วงหล่นลง

—–วรรคที่สองบอกว่า – ที่นั้นคือบนภูดอยที่ว่างไร้ยามราตรีในฤดูใบไม้ผลิ

—–วรรคที่สามบอกว่า – ครั้นดวงจันทร์ออกมาฉายส่องบนฟ้า ทำให้นกตกใจ (นึกว่าสว่างแล้ว)

—–วรรคที่สี่บอกว่า – นกจึงพากันร้องระงมเสียงก้องลำธารยามฤดูใบไม้ผลิ

—–ท่านผู้อ่าน อ่านแล้วเห็นภาพสภาพแวดล้อมบนภูดอยในคืนที่เงียบสงัด ขณะนั้นเป็นฤดูใบไม้ผลิ อากาศอบอุ่นสบาย ทันใดนั้นพระจันทร์ก็เจิดกระจ่างขึ้นมาทันทีทันใด เหล่านกภูดอยพากันตื่นร้องเสียงเจื้อยแจ้วดังก้องไปตามลำห้วย

—–อย่างนี้เอง ที่ปราชญ์จีนเขายกย่องนักกวีที่เขียนบทกวีได้เยี่ยมยอด และจิตรกรที่วาดภาพได้เยี่ยมยอดว่า

—–ในกวีมีภาพ 诗中有画 ในภาพมีกวี 画中有诗”

—–บทกวีของหวางเหวยแทบทุกบท เป็นตัวอย่างความสำเร็จของนักกวีที่เขียนบทกวีได้ถึงขั้น ‘ในกวีมีภาพ’ นี่เป็นความสำเร็จขั้นที่หนึ่ง

—–ยังมีความสำเร็จของกวีขั้นที่สองอีก นั่นคือ ‘สื่อสร้างจินตนาการได้ไม่จำกัด’

—–คุณลักษณะของบทกวีที่ต่างจากคำประพันธ์ประเภทอื่นๆ ก็คือ ‘บทกวีใช้คำจำกัด สื่อสร้างจินตนาการได้ไม่จำกัด’

—–อ่านบทกวีนี้แล้ว ผู้อ่านร้อยคนก็มีจินตนาการได้มากกว่าร้อยอย่าง เพราะคนอ่านก็อาจจะมีจินตนาการได้มากกว่า
หนึ่งอย่าง

—–หวางเหว่ยนับเป็นนักกวีที่ประสบความสำเร็จถึงขั้นที่สอง

—–ความสำเร็จขั้นที่สามของบทกวี คือผู้อ่านบรรลุธรรม หรือตระหนักรู้ในเรื่องธรรมชาติของความเป็นมนุษย์

—–การตระหนักรู้ธรรมชาติของมนุษย์ มิใช่เรื่องของศาสนาพุทธนิกายเซนฝ่ายเดียว

—–ศาสนาอื่น ปรัชญาอื่นๆ ก็อาจทำให้เข้าถึง ตระหนักรู้ธรรมชาติของมนุษย์ได้เช่นกัน

—–หวางเหวยนั้น นักประวัติศาสตร์มองว่า ท่านเป็น ‘กวีพุทธ’

—–‘กวีเต๋า’ คือ เถายวนหมิง (陶渊明)

—–‘กวีบู๊เฮี้ยบ’ คือ หลี่ไป๋ (李白)

—–‘กวีขงจื๊อ’ คือ ตู้ฝู่ (杜甫)

—–ในกวีบทข้างต้น สื่อคำสอน ‘เซน’ (ฌาน หรือ ธฺยาน) ด้วย แม้จะตีความยากสำหรับผู้เริ่มศึกษา แต่สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับจริตแบบเซนแล้วซึมซับเข้าใจไม่ยาก

—–สองวรรคแรก สื่อถึงความเป็นหนึ่งเดียวของชีวิตเรากับธรรมชาติ ความสงัดวิเวกของสภาพแวดล้อมบนภูดอยยามใบไม้ผลิ ดอกไม้ร่วงหล่นอย่างเงียบๆ แต่เป็นฉากแสดงความเคลื่อนไหวในบรรยากาศที่สงบเงียบ อาจทำให้จิตใจเราตื่นรู้ เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ในทันทีทันใดนั้นเปรียบเหมือนพระจันทร์สาดส่องขึ้นอย่างฉับพลัน

—–ขอให้สังเกตนะครับ ‘หวางเหวย’ ใช้คำว่า ‘พระจันทร์ออกมา 月出’ ถ้าใช้คำแค่เพียง ‘แสงจันทร์ 月亮’ บทกวีนี้
จะจืดลงไปเยอะ คือไม่สื่อถึงการปรากฏขึ้นของพระจันทร์อย่างฉับพลันทันที

—–แสงสว่างของดวงเดือนทำให้นกตื่น!

—–นั่นคือการตระหนักรู้ บรรลุธรรมของจิตมนุษย์นั่นเอง

—–