“ถานอวิ่นเสียน”
แพทย์สตรีแห่งราชวงศ์หมิง
เรื่องโดย: เดชาวัต เนตยกุล

—–นับแต่โบราณกาล “แพทย์” เป็นอาชีพของผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการรักษาโรค ทว่าในยุคสังคมศักดินาจีน ผู้ประกอบวิชาชีพนี้มักเป็นบุรุษ เนื่องจากจารีตในสมัยนั้นกำหนดให้การศึกษาเล่าเรียนเป็นหน้าที่ของผู้ชาย ส่วนผู้หญิงถูกปลูกฝังให้ทำงานบ้านงานเรือน เป็นบุตรี ศรีภรรยา และมารดาที่ดีของครอบครัว
—–อย่างไรก็ตาม การที่แพทย์ส่วนใหญ่เป็นบุรุษกลับกลายเป็นอุปสรรคในสังคมที่ยึดถือคติ “ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด” (男女授受不親) ถึงกระทั่งมีประโยคที่ว่า “ยอมรักษาบุรุษสิบคน ก็ไม่รักษาสตรีหนึ่งคน” (寧醫十男子,不醫一婦人) ดังนั้นเมื่อสตรีเจ็บป่วย แพทย์ชายจึงมิอาจตรวจวินิจฉัยได้อย่างละเอียด ทำได้เพียงซักถามอาการเบื้องต้น ใช้หุ่นตัวแทนให้ผู้ป่วยชี้ตำแหน่งโรค หรือกั้นม่านเพื่อตรวจชีพจร แม้วิธีเหล่านี้จะช่วยให้ทราบอาการคร่าวๆ แต่ย่อมมีข้อจำกัดด้านความแม่นยำ ดังนั้นในแต่ละยุคสมัยจึงปรากฏ “แพทย์หญิง” เพื่อแก้ไขอุปสรรคดังกล่าว
—–ยุคราชวงศ์หมิง (明 ค.ศ.1368–1644) ถือเป็นช่วงเวลาที่สังคมเคร่งครัดต่อการวางตัวของสตรีเป็นอย่างมาก กระนั้นก็ยังมีแพทย์หญิงผู้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่แก่วงการแพทย์ในยุคต่อมาถือกำเนิดขึ้น นามว่า “ถานอวิ่นเสียน” (談允賢 ค.ศ.1461–1556) หนึ่งใน “สี่ยอดแพทย์หญิง”[1] แห่งประวัติศาสตร์จีนโบราณที่ได้รับการกล่าวขานมาจนถึงปัจจุบัน
🔴 เรื่องราวชีวิตของถานอวิ่นเสียน
—–“ถานอวิ่นเสียน” เป็นชาวเมืองอู๋ซี (無錫) มณฑลเจียงซู (江蘇) เกิดเมื่อค.ศ. 1461 ในตระกูลถาน (談) ซึ่งเป็นตระกูลปัญญาชน ถานฟู่ (談復 ไม่ทราบปีเกิดและปีตาย) ผู้เป็นปู่ ดำรงตำแหน่งขุนนางในกรมอาญาประจำเมืองหนานจิง(南京) ถานกัง (談綱 ค.ศ. 1438–1507) บิดาของนางสอบได้เป็นจิ้นซื่อ (進士)[2] และรับราชการในกรมอาญาประจำเมืองหนานจิงเช่นกัน ส่วนถานจิง (談經 ค.ศ.1428–1464) ผู้เป็นลุง รับราชการในกรมพระคลัง ด้วยภูมิหลังครอบครัวและสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ถานอวิ่นเสียนจึงได้รับการศึกษาอย่างดีตั้งแต่เยาว์วัย
—–นอกจากความรอบรู้ด้านวิชาการ ตระกูลถานยังโดดเด่นด้านศาสตร์การแพทย์ซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ถานฟู่ผู้เป็นปู่ได้รับการถ่ายทอดวิชาแพทย์มาโดยตรง นางหรู (茹氏) ภรรยาของถานฟู่ ย่าของถานอวิ่นเสียนก็เชี่ยวชาญการแพทย์เช่นกัน ทั้งคู่จึงมักใช้ความรู้ดังกล่าวช่วยรักษาผู้ตกทุกข์ได้ยากเสมอมา ทว่าวิชาแพทย์นี้เกือบไร้ผู้สืบทอด เนื่องจากบุตรชายทั้งสองเลือกเส้นทางราชการ กระนั้นถานฟู่ได้เล็งเห็นแววความเฉลียวฉลาดและความชอบในวิชาแพทย์ของหลานสาว วิชาแพทย์ประจำตระกูลถานจึงยังคงดำรงอยู่ได้
—–ถานอวิ่นเสียนได้รับการถ่ายทอดวิชาแพทย์จากปู่และย่าตั้งแต่ยังเยาว์ ด้วยความวิริยอุตสาหะในการท่องจำตำราแพทย์โบราณจนขึ้นใจ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์แพทย์น่านจิง《難經》หรือคัมภีร์ชีพจร《脈經》นางก็เข้าใจแตกฉาน ทว่าด้วยข้อจำกัดด้านวัย และจารีตที่มิยอมให้สตรีปรากฏตัวในที่สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีที่ยังไม่ออกเรือน นางจึงยังไม่มีโอกาสได้ลงมือรักษาผู้ป่วยจริง
—–ครั้นอายุได้ 15 ปี ถานอวิ่นเสียนก็ได้สมรสเข้าตระกูลหยาง (楊) หลังแต่งงานไม่นาน นางก็ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับเลือดลม จึงถือเป็นโอกาสที่ได้เริ่มนำความรู้มาใช้รักษาตนเอง และทดลองใช้ยาภายใต้คำชี้แนะของท่านย่าจนหายดี ต่อมานางได้ให้กำเนิดธิดา 3 คน (ไม่ปรากฏนาม) และบุตรชายหนึ่งคนนามว่า “หยางเหลียน” (楊濂) เมื่อถึงคราวที่บุตรธิดาเจ็บป่วย นางก็มักตรวจรักษาด้วยตนเอง ประสบการณ์เหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนผ่านทฤษฎีในตำราสู่การปฏิบัติจริง จนทำให้นางค่อยๆ ชำนาญในวิชาแพทย์
🔴 ย่างก้าวสู่การเป็นแพทย์
—–เส้นทางชีวิตแพทย์หญิงของถานอวิ่นเสียนเริ่มต้นอย่างจริงจังหลังจากท่านย่าผู้เป็นที่รักได้ล่วงลับไป แต่ถึงกายจะพรากจาก ทว่าภูมิความรู้ทางการแพทย์ทั้งหมดได้ถูกส่งต่อไว้ในตัวหลานสาวผู้นี้อย่างครบถ้วนแล้ว
—–หลังการจากไปของท่านย่า ถานอวิ่นเสียนก็ล้มป่วยหนักอยู่หลายเดือน กระทั่งวันหนึ่งในภาวะสะลึมสะลือ ท่านย่าได้มาปรากฏตัวในความฝันของนางเพื่อแนะวิธีรักษาอาการป่วยให้ พร้อมกำชับให้ใช้วิชาแพทย์ที่ร่ำเรียนมารักษาผู้คน[1] นางได้นำคำชี้แนะของท่านย่าในความฝันมาปฏิบัติตาม จึงได้ประจักษ์ในความรู้ที่ได้รับสืบทอดมา นับแต่นั้น ถานอวิ่นเสียนจึงได้เข้าสู่การเป็นแพทย์หญิงอย่างเต็มตัว บรรดาสตรีที่รู้จักมักคุ้น และมีความกระอักกระอ่วนใจที่จะรักษาอาการป่วยกับแพทย์เพศชาย ต่างเดินทางมารักษากับนางอย่างไม่ขาดสาย และมักจะได้ผลดีเสมอมา
—–แนวทางการรักษาของถานอวิ่นเสียน มิได้มุ่งเน้นไปที่การกำจัดอาการโรคเพียงอย่างเดียว หากยังให้ความสำคัญกับสาเหตุและภูมิหลังของผู้ป่วย ตามหลักการ “พึงจัดการอาการหลัก ต้องหยั่งรู้เหตุกำเนิด” (必伏其所主,而先其所因) จากตำราแพทย์โบราณหวงตี้เน่ยจิง《黃帝內經》นอกจากนี้ นางยังแตกฉานในตำรับยา รู้จักพลิกแพลงการใช้ยาสมุนไพรอย่างยืดหยุ่น สามารถประสานการรักษาทั้งภายในและภายนอกได้อย่างเหมาะสมและมีหลักการอ้างอิงที่ชัดเจน ทั้งยังเชี่ยวชาญการรักษาด้วยการใช้ความร้อนเฉพาะจุด (灸法) เป็นอย่างดีอีกด้วย
—–ในสังคมที่เคร่งครัดเรื่องการวางตัวของสตรี การที่หญิงนางหนึ่งจะก้าวขึ้นมาเป็นหมอรักษาคนอย่างเปิดเผยนั้น ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่ง ดังนั้นเพื่อไม่ให้ถูกต่อต้านจากสังคม ไม่ขัดต่อจารีตประเพณีของบรรพชน ถานอวิ่นเสียนจึงรักษาแต่คนไข้ที่เป็นสตรีเท่านั้น ทั้งยังรักษาในอาณาบริเวณเรือนของตน ไม่ได้ออกไปในที่สาธารณะ ทำให้เส้นทางวิชาชีพของนางไม่เป็นที่ครหาของสังคม
—–อนึ่ง ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ถานอวิ่นเสียนได้รับการยอมรับ คือแนวทางวิชาการแพทย์ของนางถือเป็นแบบแผนแพทย์บัณฑิต หรือเป็นแพทย์ผู้มีความรู้ตรงตามแนวคิดขงจื๊อที่เรียกว่า “หรูอี” (儒醫) ซึ่งมีสถานะสูงกว่าหมอตำแย หรือหมอยาสมุนไพรทั่วไป จึงยิ่งเอื้อต่อการได้รับการยอมรับจากสังคมมากขึ้น
🔴 ปกิณกะแพทย์สตรี
—–ต่อมาเมื่อค.ศ. 1511 ถานอวิ่นเสียนมีอายุ 50 ปี ขณะนั้นประสบการณ์ทางการแพทย์ของนางเพิ่มพูนจากการรักษาคนไข้สตรีมานับไม่ถ้วน นางตระหนักว่าชีวิตได้ล่วงเลยมาถึงกึ่งศตวรรษแล้ว จึงตั้งปณิธานที่จะรวบรวมความรู้ที่ได้รับสืบทอดจากท่านย่า ผสานกับประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดครึ่งชีวิต เรียบเรียงเป็นตำราแพทย์ชื่อ “ปกิณกะแพทย์สตรี”《女醫雜言》โดยมุ่งหวังให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้สำหรับผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย และเหนือสิ่งอื่นใด คือหวังว่าความรู้เหล่านี้จะเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้ศึกษาวิชาแพทย์รุ่นหลัง แต่ด้วยข้อจำกัดที่สตรีในสมัยนั้นไม่สะดวกออกนอกเรือน ตำราเล่มนี้จึงให้หยางเหลียนผู้เป็นบุตรชายทำหน้าที่คัดลอกเพื่อส่งตีพิมพ์แทน
—–ปกิณกะแพทย์สตรี เป็นตำราแพทย์จีนโบราณที่แต่งโดยสตรีเพียงเล่มเดียวที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ภายในเล่มได้รวบรวมเวชระเบียนของผู้ป่วยสตรีทั้งหมด 31 กรณีศึกษา ครอบคลุมอาการป่วยหลากหลายด้านดังต่อไปนี้
| ด้านอายุรกรรมภายใน 12 กรณีศึกษา | |
| ไอเป็นเลือด (吐血咳嗽) | ภาวะชี่อ่อนแอ (氣痿) |
| ภาวะปัสสาวะปนเลือด (血淋) | อุจจาระร่วง (洩瀉) |
| ไข้จับสั่น (瘧痢) | คลื่นไส้อาเจียน (翻胃嘔吐) |
| นอนไม่หลับ (不寐) | กล้ามเนื้ออ่อนแรง (痿證) |
| ภาวะตัวเหลือง หรือดีซ่าน (黃疸) | โรคทางเดินอาหาร (隔氣) |
| ภาวะชี่และเลือดพร่อง (氣血俱虛) |
อาการปวดเมื่อยตามข้อ กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น (風濕麻木) |
| ด้านอายุรกรรมภายนอก 8 กรณีศึกษา | |
| งูสวัด (缠腰疬) | โรคไฟลามทุ่ง (丹毒) |
| วัณโรคต่อมน้ำเหลือง (癧瘡) *2 กรณี |
ก้อนที่เปลือกตา (胞生痰核) |
| โรคติดเชื้อทางผิวหนัง (癩瘡) | โรคกลาก (荷葉癬風) |
| โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังบริเวณจมูกและใบหน้า (荔枝鼻) | |
| ด้านนรีเวช 9 กรณีศึกษา | |
| ภาวะแท้งซ้ำซาก (滑胎) | ภาวะมีบุตรยาก (不孕) |
| การแท้งบุตร (胎自墮) | ก้อนในช่องท้อง (癥積) *2 กรณี |
| อาการอ่อนเพลียหลังคลอด (產後勞傷) |
อาหารไม่ย่อยขณะตั้งครรภ์ (妊娠傷食) |
| น้ำคาวปลาไหลไม่หยุด (惡露不盡) |
คันและตึงบริเวณหู-คอ หลังคลอด (耳項風) |
| ด้านกุมารเวช 2 กรณีศึกษา | |
| อุจจาระร่วงและเป็นสีขาวในเด็ก (小兒白瀉) |
อาหารไม่ย่อยในเด็ก (小兒食積) |
—–รูปแบบการบันทึกข้อมูลในตำราเล่มนี้ ใช้วิธีการเล่าเชิงรำลึกความทรงจำ โดยถ่ายทอดกระบวนการวินิจฉัย การรักษา ไว้อย่างเป็นลำดับและครบถ้วน อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการบันทึกข้อมูลสำคัญต่างๆ ของผู้ป่วย เช่น อายุ อาการ ประวัติการรักษา รวมไปถึงภูมิหลังครอบครัว อุปนิสัย สภาวะทางอารมณ์ และสภาพแวดล้อม ซึ่งสะท้อนหลักการ “วินิจฉัยอาการและรักษาอย่างเหมาะสม” (辨證施治) ของการแพทย์แผนจีนได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความละเอียดรอบคอบและความเอาใจใส่ผู้ป่วยของนางเป็นอย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่น
—–ในตำราบันทึกไว้ว่า “มีสตรีนางหนึ่ง อายุ 32 ปี เคยให้กำเนิดมาแล้ว 4 ครั้ง สิบปีให้หลังมิได้ตั้งครรภ์อีก เนื่องด้วยไร้บุตรชาย จึงกังวลใจยิ่ง เมื่อถามถึงสาเหตุจึงทราบว่า สามีของนางมักค้างแรมกับนางคณิกาอยู่เป็นนิจ ครั้นเมื่อถึงคราวมีระดู เกิดทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง ส่งผลให้ร่างกายเสียเลือดไปมาก นำไปสู่ภาวะตกขาวเรื้อรัง และปวดเย็นบริเวณท้องน้อย”[4] เมื่อทราบถึงต้นสายปลายเหตุของอาการ ถานอวิ่นเสียนจึงรักษาด้วยการใช้ความร้อนตามจุดสำคัญของร่างกายเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้แก่มดลูก ควบคู่ไปกับการให้รับประทานยาบำรุง การรักษานี้ต่อเนื่องจนถึงสามปี ในที่สุด ผู้ป่วยรายนี้ก็สามารถให้กำเนิดบุตรชายสมดังความปรารถนา
—–จากกรณีศึกษาข้างต้นจะเห็นได้ชัดว่า ปัญหาบางประการเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อแพทย์เป็นสตรีเช่นเดียวกัน ผู้ป่วยจึงกล้าที่จะเปิดใจเล่าถึงอาการและปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ได้อย่างตรงไปตรงมา อันนำไปสู่การวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องตรงกับโรคในที่สุด ดังที่จูเอิน (朱恩) จิ้นซื่อที่เป็นคนบ้านเดียวกับถานอวิ่นเสียน ได้กล่าวไว้ว่า “มีเพียงสตรีรักษาสตรี จึงจะสามารถใช้สภาวะของตนเข้าใจสภาวะของผู้อื่น เปรียบดั่งคำที่นักการทหารกล่าวว่า ‘ใช้พวกเดียวกันกำราบพวกเดียวกัน’ ย่อมจักได้รับชัยชนะในทุกครา”[51]
🔴ชีวิตบั้นปลาย
—–แม้ถานอวิ่นเสียนจะประสบความสำเร็จในวิชาชีพ ทว่าชีวิตบั้นปลายของนางอาจกล่าวได้ว่าไม่สู้ดีนัก นางต้องเผชิญกับความโศกเศร้าครั้งใหญ่เมื่อบุตรชายที่รักยิ่งเสียชีวิตก่อนวัยอันควร มิหนำซ้ำหลานชายยังเข้าไปพัวพันกับคดีความจนต้องโทษประหาร ส่งผลให้ตระกูลสายตรงของนางต้องสิ้นสุดลง ถึงอย่างนั้น ถานอวิ่นเสียนยังคงยืนหยัดและอุทิศตนรักษาผู้คนต่อไป
—–แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือ เนื่องจากไม่มีทายาทชายหลงเหลืออยู่ ต้นฉบับ “ปกิณกะแพทย์สตรี” จึงเกือบต้องสูญหายไปตามกาลเวลา เคราะห์ดีที่ภายหลัง “ถานซิว” (談修 ค.ศ. 1534–1618) ผู้มีศักดิ์เป็นเหลนชายของนาง ได้พยายามสืบเสาะจนพบฉบับคัดลอก และเห็นว่าควรสืบทอดไว้ จึงรับผิดชอบจัดพิมพ์ขึ้นใหม่ เพื่อประกาศเกียรติคุณและเชิดชูความสามารถของท่านย่าทวดให้ขจรขจายสืบไป
—–ในบทส่งท้ายของตำรา “ปกิณกะแพทย์สตรี” ถานซิวได้บรรยายถึงท่านย่าทวดของตนด้วยความเลื่อมใสว่า “ท่านย่าทวดหยาง มีชื่อเสียงในท้องที่จากการเป็นแพทย์สตรี สิริอายุขัย 96 ปี ในชีวิตของท่านได้ช่วยเหลือผู้คนนับไม่ถ้วน เป็นที่ประจักษ์ว่า ยามท่านรักษาโรคภัยให้สตรี เพียงลงมือรักษา อาการเหล่านั้นก็มลายหายเป็นปลิดทิ้ง จะมิให้ยกย่องท่านเป็น ‘หลูเปี่ยน’[6] ในหมู่สตรีได้เยี่ยงไร! ”[7]
—–การก้าวเข้าสู่เส้นทางการแพทย์ของถานอวิ่นเสียน ไม่เพียงทำให้โลกมีแพทย์ที่ดีเพิ่มหนึ่งคน หากแต่ยังเปิดโอกาสให้สตรีจีนในยุคสมัยนั้นมีทางเลือกในการเข้ารับการรักษาตนเองจากการเจ็บไข้ได้ป่วยมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการแผ้วถางทางให้สตรีมีบทบาทในวิชาชีพแพทย์มากขึ้นด้วย
—–ฝีมือการรักษาอันล้ำเลิศของถานอวิ่นเสียนมิได้เป็นเพียงตำนานที่เล่าขานในหน้าประวัติศาสตร์เพียงชั่วขณะหนึ่ง คุณูปการที่นางได้วางรากฐานจากประสบการณ์ทั้งชีวิตผ่านตำรา “ปกิณกะแพทย์สตรี” จะยังคงเป็นองค์ความรู้สำคัญของวงการแพทย์จีน และจะยังคงจารึกเกียรติประวัติของ
แพทย์สตรีประดับในโลกนี้สืบไปอีกนานเท่านาน
[1] สี่ยอดแพทย์หญิงแห่งจีนสมัยโบราณ (中國古代四大女名醫) ได้แก่ 1. อี้ซั่ว (義妁 ไม่ทราบปีเกิดและปีตาย) แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (西漢 202 ปีก่อนค.ศ.–ค.ศ. 8) 2. เป้ากู (鮑姑 ค.ศ. 309–363) แห่งราชวงศ์จิ้น (晉 ค.ศ.266–420) 3. จางเสี่ยวเหนียงจื่อ (張小娘子ไม่ทราบปีเกิดและปีตาย) แห่งราชวงศ์ซ่ง (宋 ค.ศ. 960–1279) 4. ถานอวิ่นเสียน (談允賢 ค.ศ.1461–1556) แห่งราชวงศ์หมิง (明 ค.ศ.1368–1644)
[2] จิ้นซื่อ (進士) คือ ตำแหน่งบัณฑิตผู้สอบได้ขั้นสุดท้ายหรือการสอบระดับพระราชวังของระบบ “เคอจวี่” (科舉) ของจีนสมัยโบราณ ซึ่งเป็นระบบการสอบเพื่อคัดเลือกบุคลากรผู้มีความรู้ความสามารถมาเข้ารับราชการ โดยไม่จำกัดชนชั้นหรือชาติตระกูล
[3] 昏迷中夢太宜人謂妾曰,汝病不死,方在某書幾卷中,依法治之,不日可愈,汝壽七十有三,行當大吾術以濟人,宜毋患。▶ อ้างอิงจากบทนำตำราปกิณกะแพทย์สตรี (《女醫雜言》序言)
[4] 一婦人年三十二歲,生四胎,後十年不生,因無子,甚是憂悶。某詢其故,乃因夫不時宿娼,偶因經事至大鬧,乘時,多耗其血,遂成白淋,小腹冷痛。某思《脈訣》雲:崩中日久爲白帶。漏下之時,骨木枯,即子宮虛冷,以緻不能成胎。某與灸,暖子宮。又《明堂針灸》雲:針則絶産,灸之三遍,令人生産。某取灸氣海一穴 關元一穴 中極一穴 氣衝二穴 服何首烏丸 出《丹溪方》連灸三年,遂産一子。
[5] 惟婦人醫婦人,則己之性氣,度人之性氣,猶兵家所謂夷攻夷,而無不克者矣。▶ อ้างอิงจากหนังสือ บทแปลพร้อมอรรถาธิบายเชิงวิจารณ์ ‘ตำราปกิณกะแพทย์สตรีของถานอวิ่นเสียน’ (談允賢《女醫雜言》評按譯釋) ของ วังเจี้ยน (汪劍)
[6] หลูเปี่ยน (盧扁) หรือ “เปี่ยนเช่ว์” (扁鵲) เป็นแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่สมัยชุนชิวจั้นกั๋ว ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้วางรากฐานการวินิจฉัยโรคด้วยการจับชีพจรในศาสตร์การแพทย์แผนจีน
[7] 祖姑楊孺人以女醫名邑中,壽終九十有六,生平活人不可以數計。餘在齠齔,目睹其療婦人病,應手如脫,不稱女中盧扁哉!