“วัดยงเหอกง” จากพระตำหนัก 2 จักรพรรดิสู่วัดพุทธนิกายทิเบต
เรื่องโดย: ทีมงานอาศรมสยาม-จีนวิทยา
——วัดยงเหอกง (雍和宫 ตำหนักยงเหอ) หรือวัดลามะ เป็นวัดแบบทิเบตที่กว้างใหญ่ที่สุดในดินแดนจีน (ยกเว้นทิเบต) เริ่มแรกสร้างขึ้นในรัชสมัยของจักรพรรดิคังซี (康熙 ค.ศ. 1654–1722) ปีที่ 33 (ค.ศ. 1694) แห่งราชวงศ์ชิง (清 ค.ศ. 1616-1911) เพื่อเป็นจวนประทับของพระโอรสลำดับที่ 4 อิ้นเจิน (胤禛) หลังจากที่พระโอรสอิ้นเจินขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิยงเจิ้ง (雍正 ค.ศ. 1678–1735) ก็ได้เปลี่ยนเป็นพระราชนิเวศน์ (行宫) ในนาม “พระตำหนักยงเหอกง” จากนั้นในรัชศกเฉียนหลง (乾隆 ค.ศ. 1711–1799) ปีที่ 9 (ค.ศ. 1744) ในโอกาสที่ราชวงศ์ชิงสถาปนานครปักกิ่งเป็นราชธานีครบรอบ 100 ปี ก็ได้ปรับเปลี่ยนเป็นวัดพุทธศาสนานิกายทิเบต และกลายเป็นศูนย์กลางในการกำกับดูแลกิจการพระพุทธศาสนานิกายทิเบตแห่งราชวงศ์ชิง
——สถานที่แห่งนี้ได้ข้ามผ่านกาลเวลาสำคัญถึง 3 ช่วงคือ ช่วงแรก เป็นพระตำหนักในสมัยที่จักรพรรดิยงเจิ้งประทับขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นองค์ชาย ทั้งยังเป็นสถานที่ประสูติและเติบโตของจักรพรรดิเฉียนหลง ต่อมาช่วงกลางได้เลื่อนระดับขึ้นเป็นสถานที่แปรพระราชฐานของจักรพรรดิ และช่วงสุดท้ายได้ปรับเปลี่ยนเป็นวัดประจำราชสำนัก

(ขอบคุณรูปจาก www.thepaper.cn)
——วัดยงเหอกงมีพื้นที่ทั้งหมด 66,000 ตารางเมตร ทางด้านหน้าประกอบด้วยสิ่งปลูกสร้าง 7 อย่างคือ ประตูเจาไท่เหมิน (昭泰门) หอระฆัง (钟楼) หอกลอง (鼓楼) ประตูยงเหอเหมิน (雍和门) ตำหนักยงเหอกง (雍和宫) วิหารบรรยายธรรม (讲经殿) และวิหารนิกายทิเบต (密宗殿) ซึ่งสร้างตามรูปแบบ “เจ็ดสังฆาราม” (七堂伽蓝) โดยที่วิหารหลักแต่ละหลังเรียงสูงขึ้นเรื่อยๆ ไปทางด้านหลัง เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคลเจริญก้าวหน้าและงามสง่ายิ่งใหญ่
——สถาปัตยกรรมของวัดแห่งนี้แบ่งพื้นที่เป็น ด้านตะวันออก ตรงกลาง และด้านตะวันตก ทางด้านตะวันออกและตะวันตกมีวิหารขนาดย่อมกระจายตัวอยู่โดยรอบ ส่วนตรงกลางจะมีสิ่งปลูกสร้างสำคัญ เช่น
- ประตูเจาไท่เหมิน (昭泰门) มีทั้งหมด 3 ประตู ด้านหลังของประตูซ้ายและขวามีหอกลองและหอระฆัง ส่วนด้านหน้าหอกลองมีหม้อทองแดงขนาดใหญ่ไว้ใช้สำหรับเคี่ยวโจ๊ก 8 ทรัพย์[1] ช่วงวันที่ 8 ดือน 12 ของทุกปีตามปฏิทินจีน ซึ่งในอดีตจะมีการจัดพระราชพิธีให้กินโจ๊ก 8 ทรัพย์ ณ สถานที่แห่งนี้
- วิหารจตุโลกบาล (天王殿) ด้านในประดิษฐานพระศรีอาริยเมตไตรย์ (弥勒佛) ท้าวจตุโลกบาล (四大天王) และพระเวทโพธิสัตว์ (韦陀菩萨 อุ้ยท้อผ่อสัก) ด้านหลังวิหารมีกระถางธูปทองแดงสามขา (铜鼎) ศาลาศิลาจารึก (御碑亭) เขาพระสุเมรุทองแดง (铜须弥山) และมาหนีก่าน (嘛呢杆) ซึ่งเป็นเสาไม้สำหรับผูกบทสวดทิเบต
- วิหารหลัก (正殿) ด้านในประดิษฐานพระพุทธเจ้า 3 พระองค์ (三世佛) โดยทางซ้ายเป็นพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า (药师佛) ตรงกลางเป็นพระศากยมุนีพุทธเจ้า (釋迦佛) และทางขวาเป็นพระอมิตาภะพุทธเจ้า (阿弥陀佛) ทิศตะวันออกเฉียงเหนือประดิษฐานองค์เจ้าแม่กวนอิมปางประทับยืน (观世音立像) ส่วนทิศตะวันตกเฉียงเหนือประดิษฐานองค์พระศรีอาริยเมตไตรย์ (弥勒佛) ด้านข้างทั้ง 2 มีประติมากรรม 18 อรหันต์ (十八罗汉) เรียงรายอยู่
- วิหารธรรมจักร (法轮殿) บนหลังคามีหอขนาดเล็ก 5 หอซึ่งสร้างตามหลักพุทธศาสนานิกายทิเบต อันเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงยอดเขา 5 ยอดแห่งเขาพระสุเมรุ ตรงกลางประดิษฐานรูปสำริดปรมาจารย์จงคาปา (宗喀巴大师铜像) บนฐานดอกบัว ผู้สถาปนาศาสนาพุทธนิกายทิเบต ด้านข้างมีธรรมาสน์ไม้ 2 หลัง ด้านหลังเป็นงานไม้แกะสลักภูเขา พระอรหันต์ซึ่งแกะจากไม้จันทน์หอม นอกจากนี้ ด้านหน้าของภูเขาพระอรหันต์ยังมีอ่างล้างมือที่แกะสลักจากไม้สักทอง เล่ากันว่าเป็นอ่างศักดิ์สิทธิ์ที่เคยนำมาประกอบพิธีสรงน้ำของจักรพรรดิเฉียนหลงหลังทรงประสูติได้ 3 วัน
- วิหารหมื่นวาสนา (万福阁) ตั้งอยู่ด้านหลังวิหารธรรมจักร ด้านซ้ายขวาเป็นวิหารหย่งคัง (永康阁) และวิหารเหยียนสุย (延绥阁) มีทางเดินลอยฟ้าเชื่อมระหว่างวิหารทั้ง 3 แห่งเข้าด้วยกันเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาสมัยราชวงศ์ถัง (唐 ค.ศ. 618–907) ราชวงศ์เหลียว (辽 ค.ศ. 907–1125) และราชวงศ์จิน (金 ค.ศ. 1115–1234) ภายในประดิษฐานพระศรีอาริยเมตไตรย์ปางประทับยืน ซึ่งแกะสลักจากต้นไม้จันทน์หอมที่ใหญ่ที่สุดในโลก อันเป็นเครื่องราชบรรณาการจากองค์ดาไลลามะที่ 7 ถวายแด่องค์จักรพรรดิเฉียนหลงเมื่อค.ศ. 1750

(ขอบคุณภาพจาก www.beijing.gov.cn)

(ขอบคุณภาพจาก www.mychistory.com)
[1] การกินโจ๊ก 8 ทรัพย์ (腊八粥) เป็นประเพณีเก่าแก่เริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง (宋 ค.ศ.960–1279) และรุ่งเรืองสูงสุดในสมัยราชวงศ์ชิง จะกินในช่วงวันที่ 8 เดือน 12 มีความเชื่อว่ากินแล้วจะมีความเป็นสิริมงคล มีชีวิตที่สมบูรณ์พร้อมด้วยโภคทรัพย์