ยิปมัน ปรมาจารย์มวยหย่งชุน

เรื่องโดย: กงจื่อเสียน


—–ในบรรดาศิลปะการต่อสู้แขนงต่างๆ ของจีน มวยหย่งชุน(詠春拳) ถือเป็นหนึ่งในศาสตร์ที่สืบทอดมาอย่างยาวนานและมีชื่อเสียงในระดับสากล มวยชนิดนี้เน้นการป้องกันตัวจากคู่ต่อสู้และการโจมตีระยะประชิดตัว โดยอาศัยความว่องไวเพื่อปิดฉากการต่อสู้อย่างรวดเร็วและบาดเจ็บน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม เดิมทีมวยหย่งชุนไม่ได้แพร่หลายในวงกว้างอย่างที่เห็นในปัจจุบัน เนื่องจากไม่สามารถเรียนรู้ได้ในระยะเวลาอันสั้น อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ผู้ที่สามารถเข้าถึงวิชานี้จึงมักเป็นผู้มีฐานะหรือบุตรหลานตระกูลผู้ดี ด้วยเหตุนี้ มวยหย่งชุนจึงเคยถูกเรียกในบางพื้นที่ว่ามวยคุณชาย (少爺拳)

—–กระทั่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อชายผู้หนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้น และมีบทบาทอย่างยิ่งในการเผยแพร่มวยหย่งชุนให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก บุคคลนี้ก็คือปรมาจารย์เย่เวิ่น (葉問 ค.ศ. 1893–1972) หรือที่ชาวไทยคุ้นเคยกันในสำเนียงกวางตุ้งว่า “ยิปมัน”

—–ยิปมันในความทรงจำของชาวไทย มักเป็นภาพของนักแสดงกังฟูชื่อดังคนต่างๆ ในชุดคลุมยาวสไตล์จีน (長衫) ที่มักขึ้นประลองตามเวทีเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีคนในชาติ ทว่าภาพจำที่สร้างผ่านภาพยนตร์และวัฒนธรรมร่วมสมัยเหล่านี้อาจบดบังตัวตนของอาจารย์ยิปในประวัติศาสตร์ไปไม่น้อย เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีหลักฐานร่วมสมัยปรากฏว่ายิปมันเคยเข้าร่วมการแข่งขันหรือการประลองอย่างเป็นทางการในลักษณะเดียวกับที่ปรากฏในภาพยนตร์ แล้วชายผู้ไม่เคยฝากชื่อไว้บนสังเวียน กลายมาเป็นปรมาจารย์แห่งมวยหย่งชุน และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของวงการศิลปะการต่อสู้จีนได้อย่างไร?

 

⚫ เรื่องราวชีวิตของยิปมันโดยสังเขป

ภาพจริงของยิปมัน

—–“ยิปมัน” หรือ “เย่เวิ่น” ในสำเนียงภาษาจีนกลาง มีชื่อเดิมว่า เย่จี้เวิ่น (葉繼問) เป็นชาวเมืองฝอซาน (佛山) มณฑลกวางตุ้ง (廣東) เกิดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1893 ในวัยเด็ก เขาได้เริ่มศึกษามวยหย่งชุนกับ เฉินหัวซุ่น (陳華順 ค.ศ. 1849–1913) ศิษย์มากฝีมือของ เหลียงจ้าน(梁贊 ค.ศ. 1826–1894) ปรมาจารย์มวยหย่งชุนผู้มีชื่อเสียงแห่งยุค ทว่าหลังจากเล่าเรียนได้เพียงไม่กี่ปี เฉินหัวซุ่นก็ถึงแก่กรรมเสียก่อน ทำให้การถ่ายทอดวิชาต้องสะดุดลง
ศิษย์พี่ร่วมสำนักอย่าง อู๋จ้งซู่ (吳仲素) จึงต้องรับหน้าที่คอยช่วยเหลือบ่มเพาะ ถ่ายทอดวิชาให้แก่ยิปมันแทน

—–ยิปมันถือกำเนิดในครอบครัวที่มีฐานะ จึงได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ดีมาโดยตลอด กระทั่งใน ค.ศ. 1908 เขาได้ไปเรียนต่อที่โรงเรียน St. Stephen’s College ฮ่องกง แม้จะต้องจากบ้านเกิดไปใช้ชีวิตในต่างถิ่น แต่ยิปมันก็ไม่เคยละทิ้งการฝึกฝนวิทยายุทธ เลยมีโอกาสได้สานสัมพันธ์กับ เหลียงปี้ (梁璧) บุตรชายคนโตของเหลียงจ้าน ผู้มีศักดิ์เป็นอาจารย์ลุงของตน และได้รับการฝึกสอนวิชามวยหย่งชุนจากเขาจนหมดสิ้นภายใน 3 ปี จนฝีมือรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด นอกจากนี้ ยิปมันยังได้รับอิทธิพลจากการศึกษาแบบตะวันตก ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อวิธีคิดและการวางระบบการสอนมวยหย่งชุนของเขาในอนาคต

—–หลังจากสำเร็จการศึกษาและเดินทางกลับมายังบ้านเกิดพร้อมวิทยายุทธที่แก่กล้าขึ้น ยิปมันก็ได้ทำงานเป็นครูฝึกศิลปะการต่อสู้ให้แก่หน่วยงานทหารและตำรวจ ควบคู่ไปกับการรับจ้างสอนวรยุทธแก่บุคคลทั่วไป ซึ่งหน้าที่การงานเหล่านี้ทำให้เขามีโอกาสได้ประมือกับยอดฝีมือมากหน้าหลายตาอันเป็นประสบการณ์สำคัญที่หล่อหลอมแนวทางมวยหย่งชุนของเขาในเวลาต่อมา

—–ราว ค.ศ. 1938 กองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดเมืองฝอซาน ส่งผลให้เศรษฐกิจซบเซา ประชาชนต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า กองทัพญี่ปุ่นได้ยินกิตติศัพท์ด้านหมัดมวยของยิปมัน จึงพยายามติดต่อว่าจ้างให้เขาไปเป็นครูฝึกทหาร ทว่ายิปมันปฏิเสธเพราะไม่ต้องการถูกตราหน้าว่าเป็นคนขายชาติ การตัดสินใจดังกล่าวประกอบกับผลพวงจากสงคราม ทำให้เขาตกอยู่ในสภาวะลำบาก เคราะห์ดีที่ต่อมาได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิทชื่อ โจวชิงเฉวียน (周清泉) ยิปมันจึงรอดจากวิกฤตครั้งนั้นไปได้ และเพื่อตอบแทนบุญคุณ ยิปมันจึงเปิดโรงฝึกยุทธสอนวิชาหมัดมวยให้แก่ลูกหลานและคนในโรงงานของโจวชิงเฉวียน ก่อนจะค่อยๆ รับศิษย์เพิ่มเติม ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือเป็นลูกศิษย์กลุ่มแรกอย่างเป็นทางการของยิปมัน และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้มวยหย่งชุนเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในมณฑลกวางตุ้ง

—–เมื่อสงครามสิ้นสุด ยิปมันได้เข้าทำงานในหน่วยสืบสวนของที่ว่าการอำเภอ มีหน้าที่ปราบปรามโจรผู้ร้ายและดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต่อมายังได้รับตำแหน่งหัวหน้าสายตรวจประจำพื้นที่ทางตอนใต้ของเมืองกวางโจว

—–จนในปี ค.ศ. 1949 ยิปมันตัดสินใจย้ายไปปักหลักที่ฮ่องกง และได้รู้จักกับ “เหลียงเซี่ยง” (梁相 ค.ศ. 1918–1978) ประธานสมาคมโรงแรมผู้หลงใหลในศิลปะการต่อสู้เมื่อทราบว่ายิปมันเป็นศิษย์สายตรงของเฉินหัวซุ่น ก็เกิดความเลื่อมใสและขอฝากตัวเป็นศิษย์ ทั้งยังเชิญยิปมันมาสอนวิทยายุทธแก่ประชาชนทั่วไปที่โรงแรมในเขตเกาลูนอีกด้วย

—–การเผยแพร่วิชามวยแก่คนทั่วไปครั้งนี้ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของมวยหย่งชุน เพราะหลังเปิดสอนได้ไม่นาน ชื่อเสียงของยิปมันก็เริ่มขจรขจาย มีผู้สนใจเข้ามาฝากตัวเป็นศิษย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนต้องย้ายสถานที่สอนและขยายพื้นที่เพิ่มอยู่หลายครั้ง นอกจากเปิดสำนักของตนเอง ยิปมันยังเดินทางไปสอนตามโรงฝึกยุทธต่างๆ ส่งผลให้มวยหย่งชุนค่อยๆ แพร่หลายไปทั่วเกาะฮ่องกง

 

⚫ อาจารย์ของซูเปอร์สตาร์กังฟู

—–หากถามว่าใครคือลูกศิษย์ที่โด่งดังที่สุดของยิปมัน แน่นอนว่า “บรูซ ลี” (Bruce Lee) หรือ “หลี่เสี่ยวหลง” (李小龍 ค.ศ. 1940–1973) ต้องเป็นชื่อที่ถูกผู้คนนึกถึงอย่างแน่นอน

ภาพจริงของ “ยิปมัน” กับ “บรูซ ลี”

—–ในช่วงที่ยิปมันมีอายุราวหกสิบปีได้รับบรูซ ลีเข้ามาเป็นศิษย์ในสำนัก เล่าขานกันว่าในตอนแรกบรูซ ลีฝึกวิชาได้เพียงสัปดาห์กว่าๆ ก็เริ่มเบื่อหน่ายกับการที่ต้องทำท่านั่งขี่ม้า (紥馬步) และฝึกเพียงกระบวนท่าพื้นฐานซ้ำไปมา จนถอดใจลาออกจากสำนักไป ทว่าเวลาเพียงแค่ครึ่งเดือนบรูซ ลีก็กลับมาขอเรียนใหม่อีกครั้ง เหตุผลสำคัญคือเขาไปดวลฝีมือกับผู้อื่นและถูกเล่นงานจนเสียท่า ระหว่างการต่อสู้นั้นเขาได้ใช้หนึ่งในกระบวนท่าพื้นฐานของมวยหย่งชุนที่เคยเรียนมาพลิกสถานการณ์เอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างน่าประหลาด จึงได้รู้ถึงความร้ายกาจของเพลงมวยนี้

—–นับแต่นั้นเป็นต้นมา บรูซ ลีกลายเป็นศิษย์ที่มุ่งมั่นและทุ่มเท เขาศึกษามวยหย่งชุนด้วยความหลงใหล ทั้งฝึกฝนอย่างจริงจัง กระทั่งวางรากฐานทางวรยุทธอันมั่นคงให้แก่ตนเองได้ น่าเสียดายที่ในเวลาต่อมาบรูซ ลีต้องย้ายไปอยู่ที่อเมริกา จึงไม่อาจเรียนมวยหย่งชุนกับยิปมันได้จนจบหลักสูตร ถึงกระนั้น เขาก็ยังคงมุ่งมั่นศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเองอยู่เสมอ หากมีข้อสงสัยตรงไหนก็มักจะโทรศัพท์ทางไกลมาขอคำชี้แนะจากอาจารย์ยิปมันอยู่เป็นประจำ

—–ภายหลัง บรูซ ลีได้ศึกษาศิลปะการต่อสู้จากหลากหลายสำนัก จนสามารถผสมผสานและคิดค้นศิลปะการต่อสู้แขนงใหม่ที่เรียกว่า “จีทคุนโด้” (截拳道 Jeet Kune Do)[1] ได้สำเร็จ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปรมาจารย์ยิปมันคือหนึ่งในผู้วางรากฐานเบื้องหลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ของบรูซ ลี

 

⚫ หอรำลึกยิปมัน: อนุสรณ์สถานแห่งความทรงจำ

—–ในวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1972 ปรมาจารย์ยิปมันได้ถึงแก่กรรมอย่างสงบ ณ เกาะฮ่องกง สิริอายุ 79 ปี ปิดฉากชีวิตของปรมาจารย์ผู้มีบทบาทสำคัญในการสืบทอดและเผยแพร่มวยหย่งชุน ด้วยคุณงามความดีและมรดกทางวัฒนธรรมที่เขาได้ฝากไว้บนแผ่นดินจีน ทำให้เขาเป็นที่เคารพรักและศรัทธาของผู้คนจำนวนมาก จนกระทั่งในเวลาต่อมาได้มีการจัดสร้าง “หอรำลึกยิปมัน” (葉問紀念館) ขึ้น เพื่อเป็นเกียรติแด่ปรมาจารย์ผู้เป็นตำนานแห่งมวยหย่งชุนผู้นี้

ด้านหน้าหอรำลึกยิปมัน (ขอขอบคุณภาพจาก www.sohu.com)

—–“หอรำลึกยิปมัน” ตั้งอยู่ที่เมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้ง อันเป็นบ้านเกิดของปรมาจารย์ยิปมัน มีพื้นที่จัดแสดงราว 800 ตารางเมตร สร้างขึ้นจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานท้องถิ่นหลัวชุน (羅村街道) กับคณะกรรมการจัดตั้งหอยิปมัน (葉問堂) ตลอดจนได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนผ่านการระดมทุนและเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา ก่อนจะเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 2012

—–หอรำลึกแห่งนี้สร้างขึ้นตามรูปแบบสถาปัตยกรรมโบราณ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนศาลบรรพบุรุษ และส่วนเรือนพักอาศัย ซึ่งส่วนเรือนพักอาศัยได้จำลองรูปแบบมาจากเรือนพักจริงของยิปมัน

—–ภายในหอจัดแสดงประกอบด้วยหลายโซน ไม่ว่าจะเป็น “โถงบรรพบุรุษ” (歷代先賢堂) หอเกียรติยศ (名人堂) หรือลานฝึกมวย (練拳場) โดยนิทรรศการภายในจะเน้นการจัดแสดงชีวประวัติของปรมาจารย์ยิปมันและประวัติความเป็นมาของมวยหย่งชุนผ่านประติมากรรม ภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์  สิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวของยิปมัน ตลอดจนคำบอกเล่าจากบรรดาศิษย์ เพื่อถ่ายทอดภาพชีวิตของเขาในฐานะครูมวยผู้สมถะ รวมถึงสายธารการสืบทอดของมวยหย่งชุนจากอดีตสู่ปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ประกอบฉากจากภาพยนตร์และละครที่เกี่ยวข้องกับมวยหย่งชุนและชีวิตของยิปมันอีกด้วย

—–หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของหอรำลึกคือชุดภาพถ่ายต่อเนื่องของยิปมันจำนวน 114 ภาพ ซึ่งบันทึกกระบวนท่าการฝึกซ้อมมวยหย่งชุนกับ “หุ่นไม้” (木人樁) ไว้อย่างครบถ้วน โดยความพิเศษอยู่ที่หากนำภาพชุดนี้มาพลิกเปิดชมต่อกันอย่างรวดเร็ว ภาพเหล่านี้จะให้ความรู้สึกราวกับยิปมันกำลังสาธิตกระบวนท่าด้วยตนเองต่อหน้าผู้ชม

—–โดยรวมแล้ว หอรำลึกแห่งนี้มิได้ทำหน้าที่เพียงแค่นำเสนอประวัติชีวิตของปรมาจารย์ยิปมันเท่านั้น  หากแต่ยังพาผู้เข้าชมไปสัมผัสถึงปรัชญาแนวคิด วิถีแห่งการถ่ายทอด ตลอดจนคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่เขาได้ฝากไว้ในการอนุรักษ์และแผ้วถางทางแก่มวยหย่งชุน จนสามารถพามวยหย่งชุนก้าวข้ามพรมแดนสู่การเป็นมรดกทางวัฒนธรรมระดับโลกที่ผู้คนทั่วทุกมุมโลกต่างให้การยอมรับในปัจจุบัน

 

—–ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ชีวิตจริงของยิปมันอาจไม่ได้โลดโผนหรือเต็มไปด้วยการประลองอันดุเดือดเช่นในภาพยนตร์ ทว่าเขาก็มีคุณูปการต่อศิลปะการต่อสู้แขนงนี้แม้มวยหย่งชุนจะมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนานแต่กลับจำกัดอยู่ในวงแคบ จนกระทั่งปรมาจารย์ยิปมันได้ทุ่มเทศึกษาและปรับปรุงระบบการสอนใหม่ให้มีแบบแผนชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเปิดสำนักสอนและรับศิษย์จากต่างชนชั้น จนเกิดเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีผู้ฝึกฝนมวยหย่งชุนกระจายอยู่ทั่วโลก ส่งผลให้ศาสตร์หมัดมวยนี้แพร่หลายไปสู่มหาชนและสืบทอดมาจนถึงทุกปัจจุบัน

 


[1] จีทคุนโด้ เป็นศิลปะการต่อสู้ร่วมสมัย คิดค้นโดยบรูซ ลี จากการผสมผสานการต่อสู้หมัดมวยต่างๆ เอาไว้ด้วยกัน เช่น มวยหย่งชุน มวยสากล กีฬาฟันดาบ เป็นต้น โดยเน้นการใช้งานจริง ไม่มีกระบวนท่ามากมายเหมือนมวยจีนโบราณสมัยเก่า จุดเด่นคือ เมื่อคู่ต่อสู้โจมตีมา ก็สามารถทั้งตั้งรับและตอบโต้กลับไปได้ในทันที

—–