มี่ซู (秘书) : จากคัมภีร์ลับสู่วิชาชีพเลขานุการ

เรื่องโดย: สุพรรณษา สารีคำ


 

—–เลขานุการในสังคมจีนยุคโบราณเป็นอย่างไร? ข้อสงสัยนี้ชวนให้สืบเสาะค้นพบเรื่องราวที่ลึกซึ้งและน่าสนใจ

⚫ เลขานุการกับการบันทึกข้อมูล

—–คำว่า “เลขานุการ” มีความหมายตามที่ระบุไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ว่า “ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับหนังสือหรืออื่นๆ ตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่ง”

—–ส่วน “เลขานุการ” ในภาษาจีนเรียกว่า “มี่ซู (秘書)” ความหมายดั้งเดิมหมายถึง “คัมภีร์ลับ” หรือ “เอกสารลับ” คำว่า มี่ (秘)  สื่อความหมายว่า “ความลับ” ซู (書)  หมายถึง “ลายลักษณ์อักษร” หรือ “เอกสาร” คำว่า “มี่ซู” ที่ใช้กันใน
สมัยโบราณจึงไม่ได้หมายถึงตัวบุคคล แต่หมายถึง “คัมภีร์หรือเอกสารลับ”

—–ในจีนสมัยโบราณ “มี่ซู” หรือเอกสารลับถือเป็นสมบัติเฉพาะของชนชั้นปกครอง และถูกเก็บรักษาไว้ในหอสมุดหลวง บุคคลทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ จึงเป็นที่มาของคำว่า “เอกสารลับ” หรือ “คัมภีร์ลับเฉพาะราชสำนัก” (皇家藏書) ซึ่งค้นพบได้ตามกระดองเต่า กระดูกสัตว์ หรือโลหะสำริด เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับการพยากรณ์ ดาราศาสตร์ แผนที่ยุทธศาสตร์ และ บันทึกผลการทำนาย (讖緯圖錄)

—–นอกจากนี้ ในยุคต่อๆ มา คำว่า “มี่ซู” ยังขยายความหมายจาก “คัมภีร์ลับ” กลายเป็น “ชื่อเรียกตำแหน่งและหน่วยงาน” เมื่อระบบราชการจีนเริ่มเติบโตและซับซ้อนขึ้น ในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (東漢 ค.ศ. 25–220) คำว่า “มี่ซู” เริ่มใช้เป็นชื่อเรียก “ตำแหน่งขุนนาง” โดยใน ค.ศ. 159 จักรพรรดิได้จัดตั้งตำแหน่ง “มี่ซูเจี้ยน” (秘書監) ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อทำหน้าที่ดูแลคัมภีร์ลับและเอกสารประวัติศาสตร์ในหอสมุดหลวงโดยเฉพาะ มีลักษณะคล้ายกับตำแหน่งบรรณารักษ์ในยุคปัจจุบัน นับเป็นการวางระบบและยกระดับความเป็นมืออาชีพในการบริหารจัดการองค์ความรู้ จดหมายเหตุ และวรรณคดีคลาสสิกของทางการ

—–ค.ศ. 216 ซึ่งตรงกับยุคสามก๊ก โจโฉ (曹操 ค.ศ. 155–220) เมื่อครั้งเป็นวุยอ๋อง (魏王) ได้จัดตั้งตำแหน่ง “มี่ซูลิ่ง” (秘書令) ซึ่งมีหน้าที่รับฎีกา กลั่นกรองข้อมูล และร่างราชโองการ ฯลฯ โดยเฉพาะ เริ่มมีลักษณะคล้ายกับเลขานุการในยุคปัจจุบัน แต่ต่างกันในเรื่องอำนาจ สถานะ ตามบริบทสังคมในแต่ละยุค

—–กล่าวได้ว่า  แม้ในสมัยโบราณจะยังไม่มีชื่อเรียกตำแหน่ง “เลขานุการ” อย่างปัจจุบัน แต่งานในลักษณะการบันทึกข้อมูลมีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนอาจนับได้ว่าเป็นหนึ่งในวิชาชีพด้านการบริหารจัดการที่เก่าแก่ที่สุด
แขนงหนึ่งของจีน

⚫ เลขานุการกับความเชื่อโบราณ

—–ในสมัยราชวงศ์ซาง (商1,700–1,100 ปีก่อนค.ศ.) ชาวจีนเชื่อว่าเทพเจ้าสูงสุดคือ “เทียน” (天 คือ สวรรค์)
เรื่องเล็กใหญ่ไม่ว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือการเพาะปลูกการเก็บเกี่ยว แม้กระทั่งการทำสงคราม ล้วนถูกกำหนดโดยอาณัติสวรรค์ (天命)  ผู้ปกครองใช้การทำนายด้วยกระดูกสัตว์เพื่อพยายามหยั่งรู้ความประสงค์ของสวรรค์ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อในอำนาจศักดิ์สิทธิ์อย่างสูงยิ่ง

—–ผู้ทำหน้าที่พยากรณ์หรือโหรหลวงมีชื่อเรียกว่า“เจินเหริน” (貞人) คนกลุ่มนี้อาจเป็นนักบวช ข้าราชสำนัก หรือผู้ประกอบพิธีเสี่ยงทาย มีหน้าที่สื่อสารกับเทพเจ้า และวิญญาณบรรพบุรุษ เพื่อพยากรณ์เรื่องสำคัญของบ้านเมือง หนึ่งในหน้าที่หลักคือการบันทึกผลการเสี่ยงทาย ซึ่งงานจารึกผลการทำนายที่เจินเหรินทำเมื่อกว่าสามพันปีก่อนนั้น แท้จริงแล้วก็คือการทำหน้าที่ “บันทึกข้อมูล” ของเลขานุการ และจารึกคำทำนายเหล่านี้ถือเป็นข้อมูลราชการและจดหมายเหตุของหลวงที่เก่าแก่ที่สุดของจีน นั่นคือที่มาของ “มี่ซู” (คัมภีร์ลับ)

—–สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการปกครองในยุคนั้นยังผูกโยงกับความเชื่อเรื่องลี้ลับและอำนาจเหนือธรรมชาติ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องมักถูกเก็บเป็นความลับเฉพาะราชสำนัก ถือเป็น “เครื่องมือสร้างอำนาจความชอบธรรมในการปกครอง” ของผู้ปกครองตามอาณัติสวรรค์

—–อย่างไรก็ตาม นักวิชาการอีกกระแสหนึ่งมองว่าการบันทึกข้อมูลซึ่งเป็นหน้าที่พื้นฐานของงานเลขานุการเกิดขึ้นพร้อมกับการก่อกำเนิดของอำนาจรัฐและตัวอักษรจีน เพราะเมื่อมีผู้ปกครอง ย่อมต้องมีผู้ช่วยงานสำคัญ เช่น จดบันทึกเหตุการณ์ ร่างคำสั่ง ถ่ายทอดนโยบาย และจัดเก็บเอกสารต่างๆ จึงมีการเสนอความคิดเห็นให้ ชังเจี๋ย (倉頡) ผู้ประดิษฐ์อักษรจีนและผู้ทำหน้าที่บันทึกกิจการของจักรพรรดิเหลือง หรือ หวงตี้ (黄帝) เป็นต้นแบบของ “อาลักษณ์” ในยุคแรกสุด

⚫ เลขานุการกับการบันทึกประวัติศาสตร์จีน

—–ในยุคก่อนราชวงศ์ฉิน มีขุนนางทำหน้าที่บันทึกและร่างเอกสาร เรียกว่า สื่อกวน (史官) รับผิดชอบการบันทึกประวัติศาสตร์ รวบรวมเอกสาร และเรียบเรียงเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ในราชสำนักและบ้านเมือง เช่น จดบันทึก
คำพูด การทำงาน หรือกิจวัตรของผู้ปกครอง

—–ในสมัยนั้น มีการแบ่งงานในการบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์อย่างชัดเจน ตามที่ระบุไว้ใน “ฮั่นซู” 《漢書》พงศาวดารราชวงศ์ฮั่น ว่า “ข้าราชการบันทึกประวัติศาสตร์ฝ่ายซ้ายบันทึกคำพูด (左史記言)  และข้าราชการบันทึกประวัติศาสตร์ฝ่ายขวาบันทึกเหตุการณ์ (右史記事)” กล่าวคือ ข้าราชการบันทึกประวัติศาสตร์ ฝ่ายซ้ายมีหน้าที่จดถ้อยคำสำคัญ พระราชกฤษฎีกา พระราชบัญชา หรือพระราชดำรัสของจักรพรรดิ ตลอดจนถ้อยคำของเหล่าขุนนาง ส่วนข้าราชการบันทึกประวัติศาสตร์ฝ่ายขวารับผิดชอบบันทึกเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมือง เช่น
การบวงสรวง สงคราม และการทูต เป็นต้น

—–ปานกู้ (班固 ราวค.ศ. 32–92)  บุคคลสำคัญในการเรียบเรียงพงศาวดาร “ฮั่นซู” เชื่อว่า ประเพณีการบันทึกข้อมูลทางประวัติศาสตร์โดยแยกเป็นคำพูดและเหตุการณ์ถือเป็นต้นแบบในการบันทึกประวัติศาสตร์จีนอย่างน้อยสองแนวทาง ได้แก่ การบันทึกเหตุการณ์ซึ่งนำไปสู่รูปแบบการบันทึกประวัติศาสตร์ อย่าง “ชุนชิว”《春秋》หรือ “บันทึกประวัติศาสตร์รัฐหลู่” ที่ยึดลำดับเวลาโดยเรียงตามปี เดือน และวันที่เกิดเหตุการณ์อย่างเคร่งครัด (編年體)  ในขณะที่การบันทึกคำพูดพัฒนาไปสู่การบันทึกเอกสารอย่าง “ซ่างซู”《尚書》หรือ “บันทึกเรื่องราวแต่กาลก่อน” ซึ่งเน้นการรวบรวมเอกสารทางประวัติศาสตร์ พระราชดำรัสราชสาส์น และคำสนทนาระหว่างกษัตริย์กับขุนนาง (記言體)

 

“ฮั่นซู”《漢書》พงศาวดารราชวงศ์ฮั่น สำนักพิมพ์จงหัวซูจี๋ว์ (中華書局)

—–สังคมจีนมีวัฒนธรรมการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ (以史為鑑) เนื่องจากมีระบบการบันทึกประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและสมบูรณ์ที่สุดในโลก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากบทบาทของขุนนางสื่อกวน ซึ่งยึดหลัก “บันทึกข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง” (實錄存真) เพื่อให้ความจริงประจักษ์แก่ชนรุ่นหลัง และไม่ปล่อยให้อำนาจเข้ามาครอบงำการบันทึกประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ การรวบรวมและชำระประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ก่อนหน้าให้ตรงตามความเป็นจริง ก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของสื่อกวนเช่นกัน

—–อย่างไรก็ตาม การบันทึกข้อมูลทางประวัติศาสตร์จะไม่สมบูรณ์ หากขาดองค์ประกอบสำคัญอีกส่วนหนึ่ง นั่นคือข้อมูลที่รวบรวมโดยผู้ดำรงตำแหน่ง “น่าเหยียน” (納言) ซึ่งมีศักดิ์สูงกว่าสื่อกวน ในเวลาต่อมา ตำแหน่งนี้พัฒนาเป็นตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี บุคคลเหล่านี้มีหน้าที่รับและส่งพระราช-โองการ ตลอดจนถ่ายทอดพระราชดำริ ขณะเดียวกันยังรวบรวมความคิดเห็นของชาวบ้านและรายงานต่อผู้ปกครอง จึงเปรียบเสมือน “กระบอกเสียง” ระหว่างชนชั้นปกครองกับราษฎร ในคัมภีร์จั่วจ้วน《左傳》และกั๋วอี่ว์《國語》มีบันทึกเกี่ยวกับ “คำบอกเล่าของราษฎร” และ “บทกลอนสำหรับเด็ก” ตลอดจนขนบธรรมเนียมและความคิดเห็นของชาวบ้าน ข้อมูลเหล่านี้ได้รับการรวบรวมโดย “น่าเหยียน” จากนั้นได้รับการเรียบเรียงและบันทึกเป็นหนังสือโดยนักประวัติศาสตร์ หรือ สื่อกวน

⚫ เลขานุการกับบทบาทใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์จีน

—–เมื่อ ค.ศ. 1906 ตรงกับปีที่ 32 แห่งรัชสมัยจักรพรรดิกวงซี่ว์ (光緒 ค.ศ. 1871–1908) คณะข้าราชการของราชสำนักชิงที่เดินทางกลับจากการศึกษาการเมืองการปกครองของประเทศตะวันตก ถวายฎีกาแด่จักรพรรดิกวงซี่ว์เรื่อง “ขอให้แก้ไขระบบราชการเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับระบอบรัฐธรรมนูญ”《奏請改定全國官制以為立憲預備折》โดยมีข้อเสนอส่วนหนึ่งให้จัดตั้งตำแหน่งเลขานุการ (秘書) ซึ่งนับเป็นการให้นิยามใหม่แก่ตำแหน่งงานเลขานุการท่ามกลางการปฏิรูประบบการเมืองการปกครองของจีน การเกิดขึ้นของตำแหน่งงานเลขานุการจึงเป็นมุมเล็กๆ ที่สะท้อนสถานการณ์จีนในยุคต้นศตวรรษที่ 20 กล่าวคือ อำนาจรัฐของราชสำนักชิงกำลังเสื่อมถอย สังคมสับสนวุ่นวายหลายฝ่ายต่างเร่งแสวงหาวิธีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

—–ในอีกด้านหนึ่ง ขณะที่ขบวนการขับไล่ราชสำนักชิงเคลื่อนไหวอย่างหนักทั้งในและต่างประเทศ ได้มีการจัดตั้งสมาพันธ์สันนิบาตจีน (中國同盟會) ขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1905 ณ ประเทศญี่ปุ่นโดย ดร.ซุนยัตเซ็น (孫中山 ค.ศ. 1866–1925) และผู้นำคนสำคัญอีกหลายคน ก่อเป็นกลุ่มกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนอุดมการณ์ในการล้มล้างอำนาจของราชวงศ์ชิงและโค่นระบอบศักดินา ในช่วงเวลานั้น บทบาทของงานเลขานุการในสมาพันธ์สันนิบาตจีน นับเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดระเบียบความคิด ที่เปลี่ยนจากความรู้สึกไม่พอใจ ราชสำนักชิงของกลุ่มคนที่กระจัดกระจาย ให้หลอมรวมเป็นพลังปฏิวัติที่เป็นระบบและมีเอกภาพ จนสามารถโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ดำรงมายาวนานกว่า 2,000 ปีได้สำเร็จ

ซ่งชิ่งหลิงและซุนยัตเซ็น (ภาพจาก http://dangshi.people.com.cn/)

—–ในช่วงเวลานั้น ซ่งอ้ายหลิง (宋靄齡 ค.ศ. 1889–1973) และซ่งชิ่งหลิง (宋慶齡 ค.ศ. 1893–1981) สองศรีพี่น้องตระกูลซ่ง ก็เคยทำหน้าที่เป็นเลขานุการส่วนตัวของดร. ซุนยัตเซ็น ด้วยพื้นฐานการศึกษาที่ดีและความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ ทั้งสองจึงรับผิดชอบงานเอกสารภาษาต่างประเทศ ร่างจดหมาย คัดกรองเอกสารลับทางการเมือง ตลอดจนช่วยประสานงานด้านการปฏิวัติจีนแก่ดร. ซุนยัตเซ็น

—–ต่อมา ซ่งชิ่งหลิงได้แต่งงานกับ ดร. ซุนยัตเซ็น ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งชาติ” ของสาธารณรัฐจีน ดังนั้นในฐานะภรรยา ซ่งชิ่งหลิงจึงได้รับเกียรติให้เป็น “มารดาแห่งชาติ” ทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวัน บทบาทการเป็นเลขานุการจึงนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่นำซ่งชิ่งหลิงเข้าสู่เส้นทางการปฏิวัติจีน โดยร่วมขบวนการโค่นล้มระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนกลายเป็นหนึ่งในสตรีที่มีอิทธิพลทางการเมืองและน่าจดจำในประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่

—–ท่ามกลางการเปิดรับอารยธรรมและสถาบันตะวันตกกลายเป็นกระแสหลัก ส่งผลสู่การปรับเปลี่ยนทางภาษาและบริบทสังคม แนวคิดสมัยใหม่ทำให้คำศัพท์ดั้งเดิมหลายคำถูกนิยามความหมายใหม่ให้สอดคล้องกับระบบการบริหารและการทำงานแบบสากล คำว่า “มี่ซู” (秘書) ที่เดิมมีความหมายเชิงโบราณ ได้รับอิทธิพลปรับเปลี่ยนความหมายครอบคลุมถึงผู้ช่วยคนสำคัญหรือเลขานุการในรูปแบบสมัยใหม่ตามโครงสร้างองค์กรตะวันตก ดังคำนิยามว่า “ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ หรือปฏิบัติงานอื่นๆ ตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่ง” ซึ่งเป็นความหมายแบบที่ใช้กันในปัจจุบัน แต่ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยมานานเพียงใด แก่นสำคัญของงานเลขานุการอย่าง “มี่ซู” ยังคงเกี่ยวพันกับ “การบันทึกความจริง การรักษาความลับ และการสื่อสารอย่างชัดเจน” อยู่เสมอ