ต้าฝอซื่อ : วัดพระใหญ่แห่งกวางเจา
เรื่องโดย: ทีมงานอาศรมสยาม-จีนวิทยา

(ภาพจาก yuexiu.gov.cn)
——วัดต้าฝอซื่อ (大佛寺) หรือภาษาไทยว่า “วัดพระใหญ่” ตั้งอยู่บนถนนฮุ่ยฝูตะวันออก (惠福东路) ใกล้ย่านถนนคนเดินเป่ยจิงลู่ (北京路) เมืองกวางเจา (广州) มณฑลกวางตุ้ง (广东) นับเป็นหนึ่งในพุทธสถานที่มีชื่อเสียงของเมืองกวางเจา ซึ่งมีพุทธศาสนิกชนเดินทางมาสักการะอย่างไม่ขาดสาย ในค.ศ. 1993 วัดแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมสำคัญที่ได้รับการคุ้มครองของนครกว่างโจว (广州市文物保护单位) และใน ค.ศ. 2008 พระอุโบสถของวัดแห่งนี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมสำคัญที่ได้รับการคุ้มครองระดับมณฑล (省级文物保护单位) อีกด้วย
⚫ เรื่องราวเบื้องต้นของวัด
——วัดแห่งนี้แรกเริ่มมีชื่อว่า “วัดซินจั้ง” (新藏寺) สร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์ฮั่นใต้ (南汉ค.ศ. 917–971) ในช่วงห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร (五代十国 ค.ศ. 907–979) เนื่องจากพระเจ้าหลิวเหยี่ยน (刘䶮 ค.ศ. 889–942) กษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่นใต้ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงสร้างวัดพุทธ 28 แห่งตามกลุ่มดาวทั้ง 28 กลุ่ม โดยกระจายตามจตุรทิศของนครหยางเฉิง (羊城) ทิศละ 7 แห่ง เรียกรวมว่า “28 อารามแห่งฮั่นใต้” (南汉二十八寺)
——วัดซินจั้งเจริญรุ่งเรืองอยู่หลายร้อยปี จนกระทั่งสมัยราชวงศ์ซ่ง (宋 ค.ศ. 960–1279) กลับถูกปล่อยให้รกร้าง
——ครั้นถึงสมัยราชวงศ์หยวน (元 ค.ศ. 1271–1368) ได้มีการก่อสร้างพระวิหารและอาคารต่างๆ ขึ้นใหม่บนพื้นที่เดิมของวัดซินจั้ง และตั้งชื่อว่า อารามฝูเถียน (福田庵) ผู้คนจึงเริ่มกลับมาสักการะและปฏิบัติธรรม ณ สถานที่แห่งนี้อีกครั้ง ต่อมาในสมัยราชวงศ์หมิง (明 ค.ศ. 1368–1644) วัดได้รับการขยายอาณาบริเวณและเปลี่ยนชื่อเป็น วัดหลงจั้ง (龙藏寺) นับแต่นั้นมา วัดแห่งนี้ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “ 5 มหาพุทธาราม” (五大丛林)[1] ของนครกวางเจา
——เมื่อถึงปลายราชวงศ์หมิง พระพุทธศาสนาเริ่มเสื่อมความนิยม วัดหลงจั้งจึงมีผู้มาสักการะและถวายปัจจัยบำรุงวัดน้อยลงจนขาดแคลนทุนทรัพย์สำหรับบูรณะอาคารและวิหารต่างๆ ในที่สุดทางการจึงเข้ายึดวัดและเปลี่ยนให้เป็น จวนผู้ตรวจการ (巡按御史公署)

วัดต้าฝอซื่อในยามค่ำคืน (ภาพจาก ourchinastory.com)
——ต่อมาในช่วงต้นราชวงศ์ชิง (清 ค.ศ. 1644–1911) กองทัพชิงยกทัพลงใต้เพื่อยึดกวางเจา จวนผู้ตรวจการแห่งนี้ถูกเผาทำลายราบคาบจากไฟสงคราม ทว่าไม่นานก็มีการบูรณะวัดขึ้นใหม่บนพื้นที่เดิมอีกครั้ง ทั้งผังและรูปแบบสถาปัตยกรรมได้รับอิทธิพลจากรูปแบบวัดหลวงในกรุงปักกิ่ง โดยเฉพาะวิหารมหาวีระ (大雄宝殿) ซึ่งมีขนาดใหญ่โอ่อ่าเสาไม้หนานมู่ (楠木) ขนาดใหญ่ภายในวิหาร เป็นไม้ที่กษัตริย์แห่งแคว้นอันนัม (安南 ปัจจุบันคือประเทศเวียดนาม) ส่งมาเป็นเครื่องบรรณาการให้เพื่อใช้ในการบูรณะวัด ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่สามองค์ หล่อด้วยทองเหลืองอย่างประณีต แต่ละองค์สูง 6 เมตร หนักราว 10 ตัน นับว่าใหญ่ที่สุดในดินแดนหลิ่งหนาน (岭南)[2] จึงเป็นที่มาของชื่อ “วัดพระใหญ่”

ภายในพระวิหารมหาวีระ (รูปภาพจาก www.dafosi.com)
——ภายหลังด้วยเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ วัดจึงเหลือวิหารมหาวีระเพียงหลังเดียว ส่วนวิหารและอาคารอื่นๆ ถูกเปลี่ยนเป็นที่พักอาศัยของประชาชน
——แต่กว่าที่วัดแห่งนี้จะรุ่งเรืองดังเช่นปัจจุบัน ก็ต้องผ่านความวุ่นวายมาอีกหลายครั้ง เมื่อเข้าสู่ยุคสาธารณรัฐ วัดต้องเผชิญกับสงครามระหว่างขุนศึก รวมถึงการปฏิวัติวัฒนธรรมซึ่งส่งผลให้โบราณวัตถุต่างๆ ถูกทำลาย พระสงฆ์ถูกขับไล่ออกจากวัด กระทั่ง ค.ศ. 1986 เป็นต้นมา ทางการได้อนุญาตให้วัดพระใหญ่กลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้งเพื่อประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนา และคืนวัดให้แก่คณะสงฆ์ อีกทั้งยังมีการจัดตั้งห้องสมุดพุทธศาสนาสมัยใหม่ และอุทยานนิทรรศการวัฒนธรรมพุทธศาสนาสำหรับประชาชนทั่วไปในช่วงเวลาต่อๆ มาอีกด้วย

วิหารไวโรจนพุทธะ (ภาพจาก ourchinastory.com)
——ในปัจจุบันวัดมีพื้นที่ก่อสร้างรวมกว่า 30,000 ตารางเมตร ใกล้เคียงกับขนาดของวัดในช่วงที่รุ่งเรืองสูงสุด ซึ่งประกอบด้วย อาคารและวิหารตามผังวัดพุทธแบบดั้งเดิม เช่นวิหารพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (观音殿) วิหารพระกษิติครรภโพธิสัตว์ (地藏殿) และวิหารท้าวจตุโลกบาล (天王殿) ตลอดจน อาคารอเนกประสงค์สมัยใหม่อย่างอาคารผู่เจ๋ว์ (普觉楼) ซึ่งมีความสูง 7 ชั้น และมีชั้นใต้ดินอีก 2 ชั้น ภายในประกอบด้วยพื้นที่สำหรับกิจกรรมทางพุทธศาสนาหลากหลายรูปแบบ เช่น วิหารไวโรจนพุทธะ (毗卢殿) ห้องฟังธรรม หอคัมภีร์ ห้องสมุด และห้องอาหารเจ เป็นต้น ทำให้วัดพระใหญ่แห่งนี้กลายเป็นพุทธศาสนสถานที่ผสมผสานศรัทธา การท่องเที่ยว และการพักผ่อน ไว้ในสถานที่แห่งเดียวกัน
[1] 5 มหาพุทธารามของนครกวางเจา ได้แก่ 1. วัดกวงเสี้ยว (光孝寺) 2. วัดหัวหลิน (华林寺) 3. วัดลิ่วหรง (六榕寺) 4. วัดต้าฝอ (大佛寺) และ 5. วัดไห่ฉวง (海幢寺)
[2] หลิ่งหนาน : ดินแดนอนารยะตอนใต้ของจีน ตั้งอยู่ทางใต้ของเทือกเขาหนานหลิ่ง หรือหมายถึงพื้นที่ทั้งหมดของมณฑลกวางสี มณฑลกวางตุ้ง ฮ่องกง มาเก๊า และมณฑลไหหลำ รวมถึงบางส่วนของมณฑลหูหนานและมณฑลเจียงซีในปัจจุบัน