เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ตัวจริง
ในยุคต้นศตวรรษที่ 20


——ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชาติตะวันตกเริ่มเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์บนแผ่นดินมังกรอย่างคับคั่ง เซี่ยงไฮ้ในฐานะเมืองท่าสำคัญอันเป็นประตูสู่ประเทศจีนจึงเกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณเขตเช่าชาวต่างชาติ ได้แก่ เขตเช่าฝรั่งเศส เขตเช่าอังกฤษ ต่อมาใน ค.ศ. 1911 หลังการปฏิวัติซินไฮ่ (辛亥革命) ราชวงศ์ชิงล่มสลายลง รัฐบาลชุดใหม่ซึ่งจัดตั้งขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย ไม่มีศักยภาพมากพอที่จะเข้ามาจัดการเขตเช่าเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม เซี่ยงไฮ้ก็ยังคงพัฒนารุดหน้าไปอย่างต่อเนื่องในฐานะศูนย์กลางของเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน และการเดินเรือ

——ช่วงปี ค.ศ. 1912–1936 นั้นหากกล่าวว่าเป็นยุคทองของเซี่ยงไฮ้ก็คงไม่ผิดนัก เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว ธุรกิจทั้งถูกและผิดกฎหมายต่างทำกำไรได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เหล่านักเลง อันธพาลรวมตัวตั้งเป็นกลุ่มอิทธิพลนอกกฎหมายดำเนินกิจการต่างๆ เช่น ค้าฝิ่น บ่อนการพนัน โรงน้ำชา ฯลฯ การควบคุมดูแลกิจการเหล่านี้ เลี่ยงไม่ได้ที่จะกล่าวถึง กลุ่มชิงปัง (青帮) ซึ่งนับเป็นกลุ่มอิทธิพลนอกกฎหมายกลุ่มใหญ่และมีอิทธิพลในเมืองเซี่ยงไฮ้เป็นอย่างมาก หัวหน้าระดับสูงในกลุ่มชิงปังที่เรียกติดปากกันว่า ‘เจ้าพ่อ’ มี 3 คนได้แก่ หวงจินหรง ตู้เย่ว์เซิง และจางเซี่ยวหลิน ซึ่งทุกคนรู้จักกันในนาม ‘สามเจ้าพ่อแห่งเซี่ยงไฮ้’

 

  • เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้คนที่หนึ่ง : หวงจินหรง

หวงจินหรง

——หวงจินหรง (黄金荣 ค.ศ. 1868–1953) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1867 ที่เมืองซูโจว (苏州) มณฑลเจียงซู (江苏) ในวัยหนุ่มหวงจินหรงก็เหมือนวัยรุ่นเกเรทั่วไปที่ไม่ได้สนใจการเรียนเท่าใดนัก และเลือกที่จะมุ่งหน้าสู่เซี่ยงไฮ้เพื่อแสวงโชค งานแรกของเขาคือลูกจ้างในโกดังเก็บสินค้า เมื่ออายุได้ 22 ปี เขาสมัครเข้าทำงานในหน่วยรักษาความสงบเขตเช่าฝรั่งเศส และไต่เต้าขึ้นเป็นนายตำรวจระดับสัญญาบัตรซึ่งเป็นชาวจีนเพียงคนเดียวที่ได้รับตำแหน่งนี้ ทำให้ชื่อเสียงของหวงจินหรงโด่งดังขึ้นมา เขาฉวยโอกาสนี้ใช้อำนาจในทางผิดกฎหมาย ซ่องสุมนักเลงหัวไม้ไว้เป็นลูกน้อง ลักลอบค้าฝิ่น เปิดบ่อนพนัน ซึ่งกิจการเหล่านี้สร้างทั้งรายได้และเป็นฐานอำนาจที่สำคัญ

——เมื่อถึงปี ค.ศ. 1927 หวงจินหรง ตู้เย่ว์เซิง และจางเซี่ยวหลินเข้าร่วมเหตุการณ์ปฏิวัติวันที่ 12 เมษายน ร่วมมือกับพรรคก๊กมินตั๋ง (国民党) สังหารแกนนำและสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ เมื่อรัฐบาลก๊กมินตั๋งตั้งมั่นที่นานกิง หวงจินหรงก็ได้รับตำแหน่งที่ปรึกษาในคณะรัฐบาล แต่หลังจากสงครามจีน-ญี่ปุ่นจบลง ความสำคัญของหวงจินหรงต่อพรรคก๊กมินตั๋งก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ เขาจึงหันไปผูกมิตรกับคนของพรรคคอมมิวนิสต์บ้าง

——ช่วงก่อนหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์จะเอาชนะพรรคก๊กมินตั๋งได้อย่างเบ็ดเสร็จ เป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนทั่วประเทศต่างวิตกกังวลกับอนาคตของชาติและความเปลี่ยนแปลงที่จะกระทบถึงตน หวงจินหรงจึงให้ภรรยาหลวงหลินกุ้ยเซิง (林桂生 ค.ศ. 1877–1981) หนีไปตั้งหลักที่ฮ่องกงพร้อมเงินสดและของมีค่าทั้งหมด ส่วนตัวเขาเองเลือกที่จะกบดานในเซี่ยงไฮ้ เพราะเชื่อมั่นในความสัมพันธ์ที่เคยผูกมิตรกับคนของพรรคคอมมิวนิสต์ไว้ จนกระทั่งหลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นเป็นรัฐบาล หวงจินหรงก็ต้องประสบกับช่วงเวลาที่ยากลำบากในบั้นปลายชีวิต

——ในวัย 82 ปี หวงจินหรงถูกกักบริเวณอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนถูกส่งไปใช้แรงงานเพื่อปรับปรุงความประพฤติ ถึงกระนั้นผู้คนที่เขาเคยกดขี่รังแกก็ยังไม่พอใจ ต่างเรียกร้องให้จัดการลงโทษเขาอย่างเด็ดขาด แต่ตัวแทนพรรคคอมมิวนิสต์ในขณะนั้นเล็งเห็นว่า หวงจินหรงเคยให้ความช่วยเหลือคนของพรรคคอมมิวนิสต์มาบ้าง อีกทั้งลูกน้องของเขาก็มีจำนวนไม่น้อย หากลงโทษรุนแรงไปไม่แน่ว่าเซี่ยงไฮ้อาจวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้ง

——จากเด็กหนุ่มลูกจ้างโกดังเก็บสินค้า ก้าวเข้าสู่วังวนแห่งอำนาจและเงินตราด้วยตำแหน่งผู้บังคับการเขตเช่าของฝรั่งเศส และปิดฉากชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนด้วยการเป็นเพียงคนกวาดถนนในเมืองที่ตนเคยเป็นยิ่งกว่า ‘เจ้าเมือง’ จนกระทั่งเสียชีวิตลงด้วยโรคชราในวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ.1953

 

  • เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้คนที่สอง: ตู้เย่ว์เซิง

ตู้เย่ว์เซิง

——ตู้เย่ว์เซิง (杜月笙 ค.ศ. 1888–1951) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1888 ที่หมู่บ้านเกาเฉียวหนาน (高桥南) ในเมืองชวนซา (川沙) มณฑลเจียงซู (江苏) เขากำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่อายุ 4 ขวบ แต่ได้ลุงและป้ารับไปเลี้ยงดู ตู้เย่ว์เซิงเข้ามาเสี่ยงโชคที่เซี่ยงไฮ้โดยการเป็นเด็กฝึกงานร้านขายผลไม้ แต่ด้วยวัยที่กำลังคะนองจึงเข้าไปคบหามั่วสุมกับกลุ่มอันธพาล ทั้งยังติดการพนันจนโดนไล่ออกจากงาน หลังจากนั้นเขาจึงเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มชิงปัง โดยมี เฉินซื่อชาง (陈世昌) เป็น ‘พี่ใหญ่’ และใช้ความสัมพันธ์กับ เฉินซื่อชางพาตัวเองเข้าสู่คฤหาสน์ของหวงจินหรงได้ในที่สุด ตู้เย่ว์เซิงไม่เพียงแต่เป็นคนมีปฏิภาณไหวพริบ ฉลาดแกมโกง แต่ยังเข้าถึงจิตใจของคนอื่นได้ดี ส่งผลให้ได้รับความไว้วางใจจากหวงจินหรงในระยะเวลาอันรวดเร็ว จนได้รับผิดชอบการลักลอบค้าฝิ่นและควบคุมบ่อนการพนันใหญ่ในเขตเช่าฝรั่งเศส กิจการเหล่านี้ทำเงินให้เขาเป็นจำนวนมหาศาล และเป็นช่องทางในการสร้างฐานอำนาจเช่นกัน

——เมื่อถึงปี ค.ศ. 1927 ตู้เย่ว์เซิง หวงจินหรง และจางเซี่ยวหลิน ร่วมกันตั้งสมาคมร่วมพัฒนาชาติจีน (中华共进会) ขึ้นเพื่อตอบสนองนโยบายของพรรคก๊กมินตั๋ง การลอบสังหารแกนนำสมัชชาแรงงานที่เป็นสมาชิกของพรรคอมมิวนิสต์ (共产党) ในคืนวันที่ 11 เมษายน ค.ศ. 1927 ทำให้เจียงไคเช็ค (蒋介石 ค.ศ. 1887-1975) ผู้นำของพรรคก๊กมินตั๋งให้ความไว้วางใจในตัวตู้เย่ว์เซิงเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ฐานะทางการเงินและสังคมของเขาสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เขาได้ร่วมทุนกับคหบดีมีชื่อหลายคนในเซี่ยงไฮ้เปิดธนาคารจงฮุ่ย (中汇银行) ขึ้นในปี ค.ศ. 1929

——กระทั่ง 13 สิงหาคม ค.ศ. 1937 เกิดสงครามจีน-ญี่ปุ่นขึ้นที่สะพานหลูโกวเฉียว (卢沟桥) ชาวเมืองเซี่ยงไฮ้จึงลุกขึ้นต่อต้านสงครามเช่นเดียวกับชาวจีนทั่วประเทศ ตู้เย่ว์เซิงเองก็ให้การสนับสนุนทั้งเวชภัณฑ์ อาหารกระป๋อง และเครื่องใช้จำเป็นต่างๆ แต่เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน เขาก็ลี้ภัยสงครามไปฮ่องกง ต่อมาในปี ค.ศ. 1940 เขาก่อตั้งสมาคมปฏิบัติการภาคพลเรือนขึ้น รวบรวมกลุ่มนอกกฎหมายน้อยใหญ่เข้าเป็นสมาชิก กิจการของสมาคมนี้ได้รับการยกย่องและสนับสนุนจากพรรคก๊กมินตั๋งเป็นอย่างมาก ทำให้ตู้เย่ว์เซิงในฐานะผู้ก่อตั้ง ก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของกลุ่มนอกกฎหมายจีน

——ค.ศ. 1941 ตู้เย่ว์เซิงย้ายไปที่ฉงชิ่ง (重庆) ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของรัฐบาลก๊กมินตั๋งในขณะนั้น ตามคำเชื้อเชิญของเจียงไคเช็คที่เกรงว่าหากปล่อยตู้เย่ว์เซิงไว้ไกลตัวอาจกลายเป็นภัยในภายหลัง ขณะที่อยู่ฉงชิ่ง เขาเปิดกิจการปล่อยเงินกู้และแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หลังจากสงครามจีน-ญี่ปุ่นสงบลงในปี ค.ศ. 1945 ตู้เย่ว์เซิงก็กลับเซี่ยงไฮ้ รวบรวมกำลังคนขึ้นมาใหม่ พื้นที่ที่เคยเป็นเขตเช่าต่างชาติกลับคืนมาเป็นของรัฐบาลจีน พรรคก๊กมินตั๋งเองก็เริ่มเข้ามาบริหารจัดการเซี่ยงไฮ้อย่างเป็นทางการโดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากกลุ่มนอกกฎหมายเช่นในอดีต

——ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1946 มีการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นประจำเมืองเซี่ยงไฮ้ แม้ตู้เย่ว์เซิงจะได้รับคะแนนเสียงสูงสุด แต่ก็รู้ดีว่าพรรคก๊กมินตั๋งไม่ได้สนับสนุนตนมากนัก ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งทันที และผันตัวสู่วงการธุรกิจอย่างจริงจังโดยดำรงตำแหน่งประธาน ผู้บริหาร ตลอดจนกรรมการผู้ถือหุ้นในธุรกิจเอกชนมากถึง 70 แห่ง

——หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดวิกฤตการเงินอันเป็นผลจากภาวะสงคราม เมื่อถึงค.ศ. 1948 เจียงไคเช็คส่งบุตรชายเจี่ยงจิงกั๋ว  (蒋经国 ค.ศ. 1910–1988) เข้ามาแก้ไขวิกฤตที่เซี่ยงไฮ้  เจี่ยงจิงกว๋อจับกุมตู้เหวยผิง (杜维屏) บุตรชายของตู้เย่ว์เซิงและสั่งจำคุก 6 เดือนในข้อหาค้าเงินตราเพื่อเก็งกำไร เหตุการณ์นี้ทำให้ตู้เย่ว์เซิงตระหนักดีว่า อำนาจการต่อรองในมือของเขาน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1949 พรรคคอมมิวนิสต์มีชัยเหนือพรรคก๊กมินตั๋งในสงครามกลางเมือง และวันที่พรรคคอมมิวนิสต์จะเข้าสู่เซี่ยงไฮ้ก็ใกล้เข้ามาทุกที

——วันที่ 1 เดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1949 ตู้เย่ว์เซิงอพยพไปอาศัยที่ฮ่องกง หลังจากนั้น 2 ปี ตู้เย่ว์เซิงก็เสียชีวิตที่นั่น  ปิดฉากชีวิตเจ้าพ่อผู้ผ่านทุกข์ สุข ดี ร้ายมาอย่างโชกโชนในวันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ. 1951

 

  • เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้คนที่สาม: จางเซี่ยวหลิน

จางเซี่ยวหลิน

——จางเซี่ยวหลิน (张啸林 ค.ศ. 1877–1940) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1877 ที่มณฑลเจ้อเจียง (浙江) เข้าร่วมกลุ่มชิงปังเมื่อปีค.ศ.1912 จางเซี่ยวหลินเริ่มชีวิตการทำงานด้วยการเร่ขายยาบำรุง จากนั้นพยายามตีสนิทกับหวงจินหรงและใช้สายสัมพันธ์นี้สร้างเครือข่ายรับลูกน้องมากมาย ต่อมาจางเซี่ยวหลินได้ร่วมกับหวงจินหรง ตู้เย่ว์เซิงเปิดบริษัทซานเป่าขึ้น เพื่อลักลอบค้าฝิ่นและตั้งตัวเป็นกำลังหลักในการสนับสนุนเจียงไคเช็ค ใช้อิทธิพลมืด สังหารสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ เขาจึงได้รับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาในกองทัพพรรคก๊กมินตั๋ง ต่อมาในปี ค.ศ. 1932 จางเซี่ยวหลินทำธุรกิจผ้าพันแผลในเซี่ยงไฮ้และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในธนาคาร หลังจากสงครามจีน-ญี่ปุ่นปะทุขึ้นในปี ค.ศ. 1937 สถานการณ์ก็เลวร้ายลงเรื่อยๆ เจียงไคเช็คเกรงว่า ‘เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้’ ทั้ง 3 คนจะกลายเป็นเครื่องมือของกองทัพญี่ปุ่น จึงเชื้อเชิญให้หวงจินหรง ตู้เย่ว์เซิงและจางเซี่ยวหลินลี้ภัยไปที่ฮ่องกงด้วยกัน แต่มีเพียงตู้เย่ว์เซิงเท่านั้นที่ลี้ภัยไปฮ่องกง

——เดิมทีการเรียงลำดับของ ‘เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้’ นั้น หากนับตามลำดับก่อนหลังจะนับหวงจินหรงเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยจางเซี่ยวหลิน แล้วจึงเป็นตู้เย่ว์เซิง แต่หลังจากต้นทศวรรษที่ 30 เป็นต้นมา บทบาทของตู้เย่ว์เซิงก็ทวีความสำคัญจนก้าวขึ้นมาเป็นอันดับสองแทน ทำให้จางเซี่ยวหลินต้องตกไปเป็นอันดับสาม ซึ่งเป็นเรื่องที่จางเซี่ยวหลินผู้ถือว่าตนอาวุโสกว่ายอมรับไม่ได้ ดังนั้นหลังจากที่กองกำลังของเจียงไคเช็คถอนตัวออกไป จางเซี่ยวหลินจึงวางแผนขยายเขตอิทธิพล ด้วยเล็งเห็นว่าหากกองทัพญี่ปุ่นจะควบคุมเซี่ยงไฮ้ก็ต้องอาศัยอำนาจของคนในกลุ่มนอกกฎหมาย ซึ่งในขณะนั้นหวงจินหรงก็แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะไม่ยอมรับใช้กองทัพญี่ปุ่นโดยเด็ดขาด ส่วนตู้เย่ว์เซิงก็ลี้ภัยสงครามไปอาศัยที่ฮ่องกง จึงถือเป็นโอกาสดีที่เขาจะได้ใช้อิทธิพลในการแสวงหาผลประโยชน์เพื่อช่วงชิงความเป็นใหญ่กลับคืนมาอีกครั้ง

——ต้นเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1937 กองทัพญี่ปุ่นและจางเซี่ยวหลินก็บรรลุข้อตกลงผลประโยชน์ร่วมกัน จางเซี่ยวหลินให้การช่วยเหลือกองทัพญี่ปุ่นอย่างออกหน้าออกตา เช่น ลอบสังหารชาวจีนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้รักชาติ จัดหาเสบียง ยา และอาวุธส่งให้กองทัพญี่ปุ่น รวมถึงฉวยโอกาสค้าอาวุธและรับคนในสังกัดเพิ่ม การกระทำของจางเซี่ยวหลินส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของพรรคก๊กมินตั๋งอย่างมาก ทำให้คนในพรรคร่วมกันวางแผนลอบสังหารจางเซี่ยวหลินถึง 2 ครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ จึงเปลี่ยนแผนใหม่โดยการส่งหลินหวยปู้ (林怀部) เข้าไปเป็นไส้ศึก

——เดิมทีหลินหวยปู้เป็นเพียงยามเฝ้าประตูที่อาซื่อ (阿四) คนขับรถของจางเซี่ยวหลินรับเข้ามา หลังจากโดนลอบสังหารมาถึง 2 ครั้ง จางเซี่ยวหลินจึงมองหานักแม่นปืนฝีมือดีผู้ซื่อสัตย์มาเป็นผู้ติดตาม และด้วยความช่วยเหลือของอาซื่อ หลินหวยปู้ได้โอกาสแสดงฝีมือการยิงปืนที่แม่นราวจับวางถึง 3 ครั้งซึ่งเป็นที่พึงพอใจของจางเซี่ยวหลินเป็นอย่างมากจนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ติดตาม และสามารถเข้านอกออกในคฤหาสน์ได้อย่างสะดวกตามแผนที่วางไว้

——14 สิงหาคม ค.ศ. 1940 ขณะมีแขกมาพบจางเซี่ยวหลินที่คฤหาสน์ หลินหวยปู้หาเรื่องทะเลาะกับอาซื่อจนเสียงดังเพื่อเรียกร้องความสนใจ กระทั่งจางเซี่ยวหลินต้องออกมาดูเหตุการณ์ จากนั้นหลินหวยปู้ก็สบโอกาสลั่นไกยิงจางเซี่ยวหลินพร้อมกับผู้อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดจนสิ้นใจคาที่

——ความกระหายในอำนาจมากเกินไปจนยอมทรยศได้แม้กระทั่งแผ่นดินเกิด เป็นเหตุให้จางเซี่ยวหลินเป็น ‘เจ้าพ่อ’ เพียงคนเดียวที่จบชีวิตด้วยการถูกสังหารอย่างอนาถ หมดสิ้นศักดิ์ศรีของอดีตนักเลงผู้ยิ่งใหญ่

——