วัดหลิงอิ่น
อารามโบราณแห่งหังโจว
เรื่องโดย: กงจื่อเสียน
——วัดหลิงอิ่น (灵隐寺) มีอีกชื่อว่า “วัดอวิ๋นหลิน” (云林寺)[1] ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทะเลสาบซีหู (西湖) เมืองหังโจว (杭州) มณฑลเจ้อเจียง (浙江) มีพื้นที่ราว 87,000 ตารางเมตร เป็นหนึ่งในวัดที่โบราณที่สุดในหังโจว และเป็นพุทธสถานที่เชื่อกันว่าพระอรหันต์จี้กงเคยพำนักอยู่ ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญแห่งประเทศจีน (全国重点文物保护单位)

ภาพจากเว็บไซต์ www.hebtv.com
⦿ วัดหลิงอิ่นจากอดีตสู่ปัจจุบัน
——วัดหลิงอิ่นมีประวัติความเป็นมายาวนานถึง 1,600 กว่าปี เล่าขานกันว่า ในช่วงราชวงศ์จิ้นตะวันออก (东晋 ค.ศ. 317–420) ภิกษุจากชมพูทวีปนามว่า “ฮุ่ยหลี่” (慧理) ได้จาริกมายังมายังพื้นที่บริเวณหังโจว และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้น พร้อมมอบชื่อให้ว่า “หลิงอิ่น” (灵隐)
——เมื่อแรกสร้างวัด พระพุทธศาสนาในจีนยังไม่รุ่งเรืองเท่าไรนัก กระทั่งสมัยราชวงศ์เหลียงในช่วงยุคราชวงศ์เหนือใต้ (南朝梁 ค.ศ. 502–557) จักรพรรดิเหลียงอู่ตี้ (梁武帝 ค.ศ. 464–549) ได้พระราชทานที่ดินและโปรดให้ขยายเนื้อที่วัดให้กว้างขวางยิ่งขึ้น วัดหลิงอิ่นจึงเริ่มเป็นรูปเป็นร่างและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา
——ในช่วงที่วัดเจริญรุ่งเรืองคือยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร (五代十国 ค.ศ. 907–960) ในสมัยนั้นวัดเคยมีหอสูง 9 ชั้น เรือน 18 หลัง วิหาร 72 หลัง รวมๆ แล้วมีสิ่งปลูกสร้างถึง 1,300 ห้อง อีกทั้งยังมีพระสงฆ์จำพรรษา 3,000 กว่ารูป มีผู้สนใจหลั่งไหลกันมาศึกษาพระธรรมคำสอนและฝึกฝนการปฏิบัติฌานเพิ่ม จนในเวลาต่อมา วัดหลิงอิ่นได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเบญจคีรีแห่งนิกายเซนแดนเจียงหนาน (江南禅宗五山之一)
——กาลเวลาล่วงเลยไป วัดหลิงอิ่นต้องผ่านอุปสรรคมากมาย ทั้งภัยจากเหตุเพลิงไหม้ ตลอดจนถูกทำลายจากสงคราม ผ่านการบูรณะครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้นมาถึงช่วงต้นราชวงศ์ชิง (清 ค.ศ. 1616–1911) ภิกษุจี้ว์เต๋อ (具德和尚 ค.ศ. 1600–1667) เจ้าอาวาสวัดหลิงอิ่นมีความมุ่งมั่นที่จะบูรณะวัดครั้งใหญ่ จนวัดกลับมายิ่งใหญ่สง่างามอีกครั้ง และได้รับการยกย่องว่าเป็น “ยอดอารามแห่งแดนอาคเนย์” (东南之冠)
——หลังจากที่สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน วัดหลิงอิ่นได้พัฒนาภายใต้แนวคิดการส่งเสริมและสืบสานประเพณีอันดีงามของพระพุทธศาสนา เพื่อสร้างสุขาวดีแห่งโลกมนุษย์บนแดนตะวันออกเฉียงใต้ (充分发扬佛教优良传统,积极建设东南人间净土) จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกหนึ่งแห่งของหังโจว

อุโบสถวัดหลิงอิ่น ภาพจากเว็บไซต์ www.hzfjxh.com
⦿ จุดเช็กอินสำคัญภายในวัด
- เขาเฟยไหล
——เขาเฟยไหล (飞来峰) ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวัดหลิงอิ่น และถือเป็นจุดเช็กอินสำคัญของวัดที่ไม่ควรพลาด เนื่องจากมีงานประติมากรรมแกะสลักพระพุทธรูปบนหินผาที่มีความเป็นมาตั้งแต่สมัยห้าราชวงศ์สิบอาณาจักรจนถึงช่วงราชวงศ์หมิง (明 ค.ศ. 1368–1644) ประติมากรรมเหล่านี้มีจำนวนมากกว่า 400 องค์ โดยยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ราว 335 องค์ นับเป็นงานศิลปะที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง

ภาพกลุ่มประติมากรรม “พระศรีอริยเมตไตรย” | จากเว็บไซต์ www.silkroads.org.cn/
——ในบรรดาผลงานเหล่านี้ รูปสลักที่เก่าแก่ที่สุดคือรูปพระโพธิสัตว์สามพระองค์ กล่าวคือ พระอมิตาภะ (阿弥陀佛) พระอวโลกิเตศวร (观音) หรือพระโพธิสัตว์กวนอิม และพระมหาสถามปราปต์ (大势至) ส่วนที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ก็คือกลุ่มประติมากรรม“พระศรีอริยเมตไตรย” (弥勒佛) หรือ “พระเมตไตรยโพธิสัตว์” (弥勒菩萨) รายล้อมด้วย 18 อรหันต์ (十八罗汉) ซึ่งถือเป็นงานแกะสลักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเขาเฟยไหล พระศรีอริยเมตไตรยมีพระพักตร์อิ่มเอิบ ยิ้มแย้ม อ้วนท้วนสมบูรณ์ ตามความเชื่อของพุทธศาสนานิกายมหายาน นับว่าเป็นรูปสลักพระศรีอริยเมตไตรยที่เก่าแก่ที่สุดของจีน
- วิหารจตุโลกบาล
——ตามคติมหายาน “วิหารจตุโลกบาล” มักเป็นวิหารหลังแรกที่ผู้มาเยือนจะได้เข้าสักการะเมื่อก้าวเข้าสู่วัดจีน โดยวิหารจตุโลกบาลของวัดหลิงอิ่นมีความโดดเด่นเป็นพิเศษ เนื่องจากเหนือประตูทางเข้าประดับด้วยป้าย “วัดเซนอวิ๋นหลิน” (云林禅寺) ซึ่งเป็นลายพระหัตถ์ของจักรพรรดิคังซี (康熙 ค.ศ. 1654–1722) แห่งราชวงศ์ชิง
——ภายในวิหารประดิษฐาน “พระศรีอริยเมตไตรย” ไว้เป็นองค์ประธานตามคติมหายานที่เชื่อกันว่าพระองค์จะเสด็จอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต วัดจีนจึงนิยมประดิษฐานรูปของพระองค์ไว้บริเวณประตูทางเข้า เป็นดังนิมิตหมายว่า ผู้มาเยี่ยมเยือนจะได้พบกับพระศรีอารย์ในอนาคตกาล
——ฝั่งด้านหลังขององค์พระคือพระสกันทโพธิสัตว์ (韦驮菩萨) หรือที่หลายคนรู้จักกันในนาม “อุ้ยท้อผ่อสัก” เทพธรรมบาลซึ่งคอยพิทักษ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา สวมเกราะเต็มยศอย่างสง่างาม มีความสูง 2.5 เมตร แกะสลักจากไม้หอมการบูร (香樟木) ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งใต้ (南宋 ค.ศ. 1127–1279) ถือเป็นโบราณวัตถุล้ำค่าที่มีอายุยาวนานกว่า 700 ปี
——สองฟากของวิหารประดิษฐานรูปสลักของ “ท้าวจตุโลกบาล” (四大天王) เทพผู้คอยคุ้มครองดูแลทิศทั้งสี่และมีหน้าที่ปกปักษ์รักษาพุทธศาสนา แต่ละองค์มีขนาดสูง 8 เมตร ท่าทางงามสง่าทรงพลัง อันประกอบไปด้วย
——1. ท้าวธตรฐมหาราช (东方持国天王)
——2. ท้าววิรุฬหกมหาราช (南方增长天王)
——3. ท้าววิรูปักษ์มหาราช (西方广目天王)
——4. ท้าวกุเวรมหาราช (北方多闻天王)
- พระอุโบสถ
——พระอุโบสถ (大雄宝殿) เป็นวิหารหลักหลังที่สองถัดจากวิหารจตุโลกบาล ภายในประดิษฐานรูปสลักของพระศรีศากยมุนี (释迦牟尼) หรือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นองค์ประธาน องค์พระมีความสูง 24.8 เมตร ถือเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปจากไม้หอมการบูรปางประทับนั่งที่มีขนาดใหญ่และสูงที่สุดในประเทศจีน เป็นผลงานศิลปะทางศาสนาที่หาชมได้ยากและทรงคุณค่าอย่างยิ่ง
——สองฟากของอุโบสถประกอบไปด้วยเทพธรรมบาล 20 พระองค์ (二十诸天) ด้านหลังวิหารมีรูปสลักของพระโพธิสัตว์ผู้ตรัสรู้โดยสมบูรณ์ 12 พระองค์ (十二圆觉菩萨) ผู้ทรงเป็นแบบอย่างของผู้แสวงหาธรรม สู่หนทางตรัสรู้อย่างสมบูรณ์ ไว้ให้ผู้มาเยือนกราบไหว้บูชา

ประติมากรรมแกะสลักพระศรีศากยมุนี | จากเว็บไซต์ www.lingyinsi.org

ประติมากรรมแกะสลักพระโพธิสัตว์กวนอิม | จากเว็บไซต์ www.lingyinsi.org
——ที่น่าสนใจคือ ผนังด้านหลังพระอุโบสถมีประติมากรรมนูนสูงแบบกลุ่ม สลักองค์พระทั้งหมด 150 องค์ โดยมีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือ พระโพธิสัตว์กวนอิม (观音菩萨) เป็นองค์ประทาน เบื้องล่างของประติมากรรมแกะสลักเรื่องราวของสุธนกุมาร (善财童子) ส่วนเบื้องบนเป็นเรื่องราวของ พระกษิติครรภโพธิสัตว์ (地藏王菩萨) รวมถึงเรื่องราวการบำเพ็ญเพียรของพระพุทธองค์ ถือเป็นงานศิลปะที่ประณีต มีชีวิตชีวา และทรงคุณค่าอย่างยิ่ง
- วิหารไภษัชยคุรุ
——“วิหารวิหารไภษัชยคุรุ” (药师殿) เป็นวิหารหลักหลังที่ 3 ของวัดหลิงอิ่น ภายในประดิษฐาน “สามพุทธะแห่งบูรพาทิศ” (东方三圣) ได้แก่
- พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต (药师佛) พระพุทธเจ้าแห่งการแพทย์ตามคติมหายาน ผู้ทรงคอยโปรดสรรพสัตว์ให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ ช่วยให้ผู้คนมีอายุมั่นขวัญยืน
- พระสุริยประภาโพธิสัตว์ (日光菩萨) พระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระไภษัชยคุรุ ตัวแทนแห่งแสงสว่างและสติปัญญา ขจัดความมืดมิดให้แก่สรรพสัตว์
- พระจันทรประภาโพธิสัตว์ (月光菩萨) พระอัครสาวกเบื้องขวาของพระไภษัชย-คุรุ ตัวแทนแห่งความเยือกเย็น ความสงบ ความเมตตา
——สองฝั่งของวิหารยังประดิษฐานรูปหล่อของ 12 สาวกของพระไภษัชยคุรุ หรือที่เรียกว่า “12 มหายักษ์เทพขุนพล” (十二药叉神将) ผู้คอยอารักขาพระไภษัชยคุรุอยู่รอบด้าน
——ด้วยวัฒนธรรมทางด้านพุทธศาสนาที่โดดเด่น ประกอบกับสถาปัตยกรรมที่วิจิตรงดงาม และทิวทัศน์ธรรมชาติที่ร่มรื่น วัดหลิงอิ่นจึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ วัดโบราณแห่งหังโจวนี้จึงกลับมามีชีวิตชีวา น่าเลื่อมใสศรัทธาดั่งกาลก่อนอีกครั้ง
[1] เมื่อค.ศ. 1689 จักรพรรดิคังซีเสด็จประพาสเจียงหนาน และได้พระราชทานชื่อใหม่ให้แก่วัดว่า “วัดอวิ๋นหลิน”