กำแพงเมืองจีน
สัญลักษณ์แห่งประวัติศาสตร์ชาติจีน

เรื่องโดย: ทีมงานอาศรมสยาม-จีนวิทยา


——“ไม่ถึงกำแพงเมืองจีนไม่ใช่ชายชาตรี” (不到长城非好汉) อมตะวาจาของเหมาเจ๋อตง (毛泽东 ค.ศ. 1893–1976) ที่ชาวต่างชาติฟังคุ้นหูและพูดฮิตติดปาก จนถึงกับมีการพิมพ์ตัวอักษรดังกล่าวลงบนเสื้อยืด แล้วนำไปวางขายตามร้านข้างทางบริเวณเชิงกำแพงเมืองจีน ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งในปักกิ่งเลยทีเดียว สำหรับผู้ที่ได้ฟังหรือได้อ่านถ้อยคำดังกล่าวต่างก็เกิดความรู้สึกร่วมกันว่า 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งนี้ สมควรได้รับการยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นจีนได้อย่างเต็มภาคภูมิ

——ขึ้นชื่อว่า ‘กำแพงเมือง’ ย่อมต้องมีไว้เพื่อป้องกันการรุกรานจากข้าศึกเป็นแน่แท้ และนั่นก็เป็นที่มาของกำแพงเมืองจีน (长城) สิ่งปลูกสร้างที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมของจีนซึ่งทอดตัวยาวปกคลุมดินแดนทางตอนเหนือของประเทศ กำแพงเมืองทางตอนเหนือของจีนเริ่มสร้างขึ้นในยุคจ้านกั๋ว (战国 475–221 ปีก่อนค.ศ.) ยุคที่ขึ้นชื่อเรื่องสังคมวุ่นวาย มีการแตกแยกทางความคิดและแบ่งเป็นกลุ่มอำนาจน้อยใหญ่ ทั้งยังเป็นช่วงหัวเลี้ยว-หัวต่อจากสังคมทาสมาเป็นสังคมศักดินา โดยกำแพงของแคว้นฉิน (秦) แคว้นจ้าว (赵) และแคว้นเยียน (燕) ซึ่งสร้างไว้ป้องกันการรุกรานของชนเผ่าซงหนู (匈奴)  และตงหู (东胡)  ที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของแผ่นดิน ถือเป็นต้นแบบการสร้างกำแพงเมืองขนาดใหญ่ในยุคต่อมา

——ในระหว่างที่แคว้นทั้งเจ็ดอย่าง เว่ย (魏) จ้าว (赵) หาน (韩) ฉู่ (楚) ฉี (齐) ฉิน (秦) และเยียน (燕) เรืองอำนาจช่วงปลายยุคจ้านกั๋ว ชนเผ่าอนารยชนที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนืออย่างตงหู ซงหนู ฯลฯ ก็ค่อยๆ มีอำนาจแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน ด้วยความที่ชนกลุ่มน้อยทางตอนเหนือเหล่านี้ มีวิถีชีวิตในการไล่ล่าสัตว์ป่าเพื่อยังชีพตั้งแต่เยาว์วัย จึงมีความแคล่วคล่องในการดักซุ่มและมีความสามารถในการยิงธนูเป็นพิเศษ เป็นเหตุให้ชาวเมืองแคว้นฉิน แคว้นจ้าว และแคว้นเยียน ที่มีอาณาบริเวณทางตอนเหนือติดกับดินแดนของคนกลุ่มนี้ มักตกเป็นเป้าและถูกคุกคามทางทรัพย์สินและชีวิตอยู่เนืองๆ

——นอกจากนี้ หน่วยรบของแคว้นทั้งสามซึ่งเป็นที่พึ่งพิงสุดท้ายของราษฎร กลับประกอบด้วยพลเดินเท้าและพลรถที่สวมชุดขนาดใหญ่เทอะทะ เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหว สามารถเดินทัพได้วันละ 30–50 ลี้ เท่านั้น เมื่อเทียบกับทหารข้าศึกที่มีความว่องไวในการซุ่มโจมตีถือว่าเป็นรองอย่างเห็นเด่นชัด

——ด้วยเหตุนี้ ทั้งสามแคว้นจึงมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการทหารและสร้างกำแพงเมือง ผลลัพธ์ที่ได้นี้ชี้ให้เห็นว่า การสร้างกำแพงเมืองที่จัดวางกำลังทหารประจำการอยู่ตามป้อมต่างๆ สามารถยับยั้งและสกัดกั้นการบุกโจมตีแบบสายฟ้าแลบจากชนเผ่าอนารยชนทางตอนเหนืออย่างได้ผลชะงัด และนั่นเป็นคำตอบที่ยืนยันถึงความจำเป็นในการสร้างกำแพงเมือง

——กำแพงเมืองที่สร้างขึ้นในยุคราชวงศ์ฉิน ได้นำเอาจุดเด่นของการสร้างกำแพงเมืองของแคว้นฉิน แคว้นจ้าว และแคว้นเยียนมาใช้เป็นพื้นฐาน โดยสร้างกำแพงเมืองไว้บนภูเขาสูง ทำให้ชนเผ่าซงหนูไม่สามารถยกทัพข้ามมารุกรานได้อย่างง่ายดาย ที่สำคัญสามารถเชื่อมต่อกำแพงเมืองช่วงต่างๆ ให้เป็นกำแพงเมืองผืนเดียวกันที่มีความยาวนับหมื่นลี้ และเป็นที่มาของคำว่ากำแพงหมื่นลี้ (万里长城) นั่นเอง

(กำแพงเมืองจีนด่านมู่เถียนอี้ว์ 慕田峪长城 ภาพจาก www.beijing.gov.cn)

——หลายคนอาจเคยสงสัยว่า กำแพงเมืองจีนสร้างติดต่อกันตลอดช่วงระยะเวลา 2,000 กว่าปี ภายใต้การปกครองระบบสังคมศักดินาของจีนหรือไม่ ที่จริงแล้วในบางยุคสมัยก็ไม่ได้สร้างเพิ่มเติมหรือขยายอาณาบริเวณแต่อย่างใด เช่นในยุคบ้านเมืองสงบสุข ช่วงราชวงศ์ถัง (唐 ค.ศ. 618–907) ชนเผ่าทูเจ๋ว์ (突厥) หรือ “ชาวเติร์ก” ซึ่งเป็นอนารยชนทางตอนเหนือถูกราชสำนักปราบปรามอย่างราบคาบจึงไม่ได้สร้างกำแพงเมืองเพิ่มเติม หรือยุคราชวงศ์หยวน (元 ค.ศ. 1271–1368) ที่ปกครองโดยชนเผ่ามองโกล มีการบูรณะซ่อมแซมในส่วนของประตูเมืองที่ชำรุดและสร้างที่พักระหว่างทาง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่สัญจรไปมาหรือพ่อค้าต่างเมือง ยุคราชวงศ์ชิง (清 ค.ศ. 1616–1911) ที่กินระยะเวลาเกือบสามร้อยปีก็มิได้มีการสร้างเพิ่มเติมเช่นกัน

——ยุคที่มีการสร้างกำแพงเมืองจีนครั้งใหญ่ของจีนประกอบด้วย ยุคราชวงศ์ฉิน (秦  221–207 ปีก่อนค.ศ.) ฮั่น (汉 202 ปีก่อนค.ศ.–ค.ศ. 220) และหมิง (明 ค.ศ. 1368–1644) ซึ่งกำแพงเมืองจีนที่หลงเหลือให้เราเห็นกันในปัจจุบันโดยมากสร้างขึ้นในยุคราชวงศ์หมิง

——เมื่อมองประวัติศาสตร์โดยภาพรวมจะพบว่า ภาพของกำแพงเมืองจีนในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ของชนชาติจีนเริ่มกลายเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปครั้งแรกในช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่น (中国抗日战争 ค.ศ. 1937–1945) เมื่อภาพของเท้าทหารญี่ปุ่นเหยียบย่ำอยู่บนกำแพงเมืองจีนในวาระที่ญี่ปุ่นประกาศศักดาเหนือประเทศจีน ชาวจีนจำนวนมากที่ได้เห็นภาพดังกล่าวต่างเกิดความรู้สึกอดสูและลุกขึ้นต่อต้านญี่ปุ่นอย่างจริงจัง ดังปรากฏในตอนหนึ่งของเพลงชาติจีนที่ว่า “…ลุกขึ้นเถิด ชาวจีนที่ไม่ต้องการตกเป็นทาส เอาเลือดเนื้อของพวกเราเพื่อแลกกับการสร้างกำแพงเมืองจีนแห่งใหม่…” (起来!不愿做奴隶的人们!把我们的血肉,筑成我们新的长城!) นับแต่นั้นมา “กำแพงเมืองจีน” จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นจีนไปโดยปริยาย

——นอกเหนือจากบทบาททางการทหารและการเมืองที่เรารู้จักกันในอดีตแล้ว “กำแพงเมืองจีน” ในวันนี้ ยังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วสารทิศมาชื่นชมความงามพร้อมสัมผัสกับร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของชนชาติที่ยืนหยัดมายาวนานหลายพันปีอีกด้วย

——“กำแพงเมืองจีน” จึงเปรียบเสมือน “มังกรตัวยาว” ที่ขดตัวไปมาพาดผ่านดินแดนต่างๆ ของจีนกว่า 10 มณฑล ภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์บางช่วงบางตอนของจีน ก็เกิดขึ้นภายในอาณาบริเวณที่มีกำแพงอันแข็งแกร่งแห่งนี้ล้อมรอบนั่นเอง