อี๋เหอหยวน
พระราชวังฤดูร้อนแห่งราชวงศ์ชิง
เรื่องโดย: ทีมงานอาศรมสยาม-จีนวิทยา

(รูปภาพจาก ls.chiculture.org.hk)
——“พระราชอุทยานอี๋เหอหยวน” (颐和园) หรือที่คนไทยนิยมเรียกกันว่า “พระราชวังฤดูร้อน” ตั้งอยู่ในเขตไห่เตี้ยน (海淀) ห่างจากใจกลางเมืองปักกิ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 15 กิโลเมตร ภูมิทัศน์ในอุทยานออกแบบโดยยึดแบบอย่างจากทัศนียภาพของทะเลสาบซีหู (西湖) เมืองหังโจว (杭州) พร้อมทั้งผสมผสานแนวคิดและกลิ่นอายการจัดสวนแบบแดนเจียงหนาน (江南) ถือว่าเป็นพระราชอุทยานที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “พิพิธภัณฑ์แห่งพระราชอุทยานหลวง” (皇家园林博物馆)
—-
🔴 อี๋เหอหยวนในอดีต
——เมื่อย้อนกลับไปราว 700–800 ปีก่อน ในสมัยราชวงศ์จิน (金 ค.ศ.1115–1234) และสมัยราชวงศ์หยวน (元 ค.ศ.1271–1368) บริเวณซึ่งเป็นที่ตั้งของอุทยานอี๋เหอหยวนในปัจจุบัน เคยเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ ครั้นถึงสมัยราชวงศ์หมิง (明 ค.ศ.1368–1644) ได้มีการสร้างสวนและวัดจำนวนมากขึ้นรายล้อมภูมิทัศน์อันงดงามตามธรรมชาติ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เลื่องชื่อของปักกิ่งในยุคนั้น เมื่อ ค.ศ.1750 จักรพรรดิเฉียนหลง (乾隆 ค.ศ. 1711–1799) แห่งราชวงศ์ชิง (清 ค.ศ. 1616–1911) ทรงมีพระราชดำริให้ขุดลอกคูคลองและปรับปรุงสิ่งก่อสร้างบริเวณภูเขาและทะเลสาบ เพื่อสร้างอุทยานครั้งใหญ่ โดยโปรดให้ขุดขยายทะเลสาบให้มีพื้นผิวน้ำกว้างขึ้น และนำดินที่ขุดได้ไปถมเป็นภูเขาตามแผนผังของอุทยาน จากนั้นทรงพระราชทานนามทะเลสาบว่า “ทะเลสาบคุนหมิง” (昆明湖) ส่วนภูเขาได้นามว่า “วั่นโซ่วซาน” (万寿山) แปลว่า “ภูเขาหมื่นปี” เพื่อเทิดพระเกียรติแด่พระมารดา เนื่องในวโรกาสพระชนมายุครบ 60 พรรษา การก่อสร้างใช้เวลานานกว่า 10 ปี เมื่อแล้วเสร็จจึงได้รับการตั้งชื่อว่า “อุทยานชิงอีหยวน” (清漪园)

(พระราชวังฤดูร้อน ท่ามกลางหิมะในฤดูหนาว รูปภาพจาก xinwen.bjd.com.cn)
——ต่อมาอุทยานชิงอีหยวนได้ถูกทหารพันธมิตรชาติตะวันตกที่เข้ามารุกรานประเทศจีนเผาทำลายถึงสองครั้ง เมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ค.ศ. 1886 พระนางซูสีไทเฮา (慈禧太后 ค.ศ.1835-1908) ได้นำงบประมาณ สำหรับกองทัพเรือราว 5–6 ล้านตำลึง[1] มาใช้ในการบูรณะ โดยมิได้คำนึงถึงสภาพความมั่นคงและผลกระทบต่อประเทศชาติ พร้อมทั้งโปรดให้เปลี่ยนพระนามอุทยานแห่งนี้เป็น “อุทยานอี๋เหอหยวน” ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น “พระราชวังฤดูร้อน” และเป็นสถานที่ประทับแปรพระราชฐานพระนางในเวลาต่อมา ในปี ค.ศ. 1924 หลังการล่มสลายของราชวงศ์ชิง “พระราชอุทยาน” แห่งนี้ได้ถูกประกาศให้เป็นสวนสาธารณะ และอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปเที่ยวชมได้โดยเสรี
🔴 ภายในพระราชอุทยาน
——พื้นที่ของอุทยานอี๋เหอหยวนมีประมาณ 2.9 ตารางกิโลเมตร โดยพื้นที่ 3 ใน 4 เป็นบริเวณพื้นน้ำของทะเลสาบคุนหมิง โครงสร้างภายในอุทยานแบ่งออกเป็นสามเขตหลัก ได้แก่
- เขตว่าราชการ: มีตำหนักเหรินโซ่วเตี้ยน (仁寿殿) เป็นหลัก
- เขตที่ประทับ: เช่น เรือนเล่อโซ่วถัง (乐寿堂) เรือนอวี้หลานถัง (玉澜堂) อันเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ พระพันปีหลวง และเหล่าบรรดาพระมเหสี
- เขตสำหรับพักผ่อน: ใช้สำหรับชมทิวทัศน์ เช่น ภูเขาวั่นโซ่วซาน ทะเลสาบคุนหมิง เป็นต้น
——การออกแบบของอุทยานแห่งนี้ เน้นให้สถาปัตยกรรมผสมผสานกลมกลืนกับความงามของธรรมชาติ จนก่อเกิดเป็นทัศนียภาพอันงดงามเหนือคำบรรยาย ทั้งความยิ่งใหญ่กว้างขวางของภูมิประเทศแบบภาคเหนือ และความอ่อนช้อยละเอียดอ่อนของศิลปะการจัดสวนแบบทางใต้ ควบคู่กับความโอ่อ่าหรูหราของพระราชวัง องค์ประกอบทั้งหมดหลอมรวมกันอย่างหลากหลาย แต่ก็ยังคงความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว
——จุดชมวิวทิวทัศน์ที่น่าสนใจนั้นมีหลายแห่ง ซึ่งแต่ละแห่งต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อันล้วนแต่แสดงถึงศิลปะการสร้างสวนและสถาปัตยกรรมสมัยโบราณของจีน เช่น บริเวณเชิงเขาวั่นโซ่วซานได้สร้างระเบียงยาวกว่า 700 เมตร ขึ้นตามแนวทะเลสาบคุนหมิง ตลอดแนวต่างก็มีภาพวาดลวดลายซึ่งมีสีสันงามวิจิตรอยู่ด้านบน บอกเล่าเรื่องราวมากมายอันประกอบด้วย ภาพทิวทัศน์ ดอกไม้ สัตว์นานาชนิดและตำนานต่างๆ เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายทางวัฒนธรรมพื้นเมืองจีนและได้รับการบันทึกในสถิติโลกกินเนสส์ว่า เป็น “ระเบียงที่มีความยาวที่สุดในโลก” (世界上最长的长廊) เมื่อปี ค.ศ.1992

(รูปภาพจาก https://www.sohu.com/a/720753479_121678350)
——อุทยานอี๋เหอหยวน เป็นอุทยานที่ได้รวบรวมเอาจุดเด่นด้านศิลปะการสร้างสวนแบบโบราณของจีนเข้าไว้ด้วยกัน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ของจีน และเป็นพระราชอุทยานที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง จึงมีฐานะโดดเด่นในด้านประวัติศิลปะการสร้างสวนทั้งในและต่างประเทศ ได้รับการยกย่องและคัดเลือกให้เข้าสู่บัญชีรายชื่อมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อปี ค.ศ.1998

(รูปภาพจาก ls.chiculture.org.hk)
[1] ข้อมูลจากเว็บไซต์ www.beijing.gov.cn