เรื่องโดย: ผศ.ถาวร สิกขโกศล
——ตามพจนานุกรม คำว่า “คำประพันธ์” หมายถึง “ร้อยกรอง” แต่ในบทความนี้ขอใช้ในความหมายว่า “ถ้อยคำที่เรียบเรียงขึ้นเป็นเรื่องราวลักษณะใดก็ได้” ตรงกับคำว่า “เหวินถี่” (文体) ในภาษาจีน
——เผียนเหวิน (駢文 piánwén) เป็นคําประพันธ์พิเศษที่มีเฉพาะในภาษาจีน ในชาติอื่นๆ ปกติจะแบ่งคําประพันธ์เป็นร้อยแก้ว (Prose) กับร้อยกรอง (Verse) แต่จีนแบ่งเป็นยวิ่นเหวิน (韻文 yùnwén) คือคําประพันธ์มีสัมผัส ส่านเหวิน (散文 sǎnwén) คือคําประพันธ์อิสระ และเผียนเหวิน (駢文) คือคําประพันธ์ดุลภาค คําประพันธ์มีสัมผัสส่วนมากของจีนคือร้อยกรอง ส่านเหวินคือร้อยแก้ว ส่วนเผียนเหวิน ไม่บังคับสัมผัสอย่างร้อยกรองจึงควรอนุโลมจัดเป็นร้อยแก้ว แต่บังคับ “ดุลภาค” เป็นฉันทลักษณ์ ดังนั้นจึงควรเรียกว่า “ร้อยแก้วดุลภาค” เป็นคําประพันธ์พิเศษที่มีเฉพาะในวรรณคดีจีนเท่านั้น
—
🔴 ดุลภาคคืออะไร ?
——ดุลภาคเป็นฉันทลักษณ์เด่นประการหนึ่งของภาษาจีนและภาษาไทย ได้แก่ ข้อความสองส่วนที่เสียงและความหมายสมดุลกัน กล่าวคือ มีจำนวนคำ (หรืออักษร) เท่ากัน ความหมายเป็นคู่กันอย่างสละสลวย เสียงสูงต่ำหนักเบาก็ประสานกันไปอย่างไพเราะ จะอยู่คนละวรรคหรือในวรรคเดียวกันก็ได้ แต่ส่วนมากจะอยู่คนละวรรคกัน ขอยกตัวอย่างจากภาษาไทยก่อน เช่น รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา, หุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว, มีทองเท่าหนวดกุ้ง นอนสะดุ้งจนเรือนไหว, การกินการอยู่ใครไม่สู้พ่อ การพายการถ่อพ่อไม่สู้ใคร ส่วนประเภทที่อยู่ในวรรคเดียวกัน เช่น หมูไปไก่มา น้ำลดตอผุด อย่าเจ็บอย่าจน เป็นต้น
——ดุลภาคเป็นลักษณะไพเราะประการหนึ่งในภาษาไทย นิยมใช้ในการประพันธ์ทำให้ข้อความไพเราะสละสลวย เช่น ร่ายในลิลิตพระลอตอนหนึ่งว่า
แกว่งตาวฟันฉะฉาด แกว่งดาบฟาดฉะฉัด
ซ้องหอกซัดยะยุ่ง ซ้องหอกพุ่งยะย้าย
ข้างซ้ายรบบ่มิคลา ข้างขวารบบ่มิแคล้ว
แกล้วแลแกล้วชิงข้า (ฆ่า) กล้าแลกล้าชิงขัน
รุมกันพุ่งกันแทง เข้าต่อแย้งต่อยุทธ์
——หรือบทกลอน “หัวใจเมือง” ของ ถนอม อัครเศรณี ที่ว่า
เมืองใดไม่มีทหารหาญ เมืองนั้นไม่นานเป็นข้า
เมืองใดไร้จอมพารา เมืองนั้นไม่ช้าอับจน
เมืองใดไม่มีพาณิชเลิศ เมืองนั้นย่อมเกิดขัดสน
เมืองใดไร้ศิลป์โสภณ เมืองนั้นไม่พ้นเสื่อมทราม
เมืองใดไม่มีกวีแก้ว เมืองนั้นไม่แคล้วคนหยาม
เมืองใดไม่มีนารีงาม เมืองนั้นหมดความภูมิใจ
เมืองใดไม่มีดนตรีเลิศ เมืองนั้นไม่เพริศพิสมัย
เมืองใดไร้ธรรมอำไพ เมืองนั้นบรรลัยแน่เอย
——กลอนบทนี้มีลักษณะเป็น “ดุลภาค” หรือ “คู่สมดุล” กันทุกบาท สละสลวยและไพเราะมาก เนื้อหาก็เป็นข้อคิดสอนใจดีเยี่ยม จนเคยเข้าใจผิดกันว่าเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมานาน
——ลักษณะดุลภาคในภาษาจีนเรียกว่า “ตุ้ยโอ่ว” (對偶 duì’ǒu) ถ้าเป็นดุลภาคที่อยู่คนละวรรค เป็นคนละประโยคเรียกว่า “ตุ้ยจั้ง” (對仗 duìzhàng) ซึ่งควรแปลว่า “คู่สมดุล” หมายถึง ประโยคหรือข้อความสองวรรคที่มีลักษณะดุลภาคเข้าเป็นคู่กัน
——ในภาษาจีนนิยมลักษณะคู่สมดุลมากยิ่งกว่าภาษาไทย ในภาษาพูดทั่วไปมีอยู่ดาษดื่น เช่น สำนวนที่ว่า
| คำจีน | 一 | 言 | 既 | 出, | 駟 | 馬 | 難 | 追 |
| คำอ่าน | yì | yán | jì | chū, | sì | mǎ | nán | zhuī |
| แปลตามคำ | หนึ่ง | คำ | เมื่อ | ออก, | สี่ม้า | ม้า | ยาก | ตาม |
| แปลเอาความ | เมื่อลั่นวาจาแล้ว รถเทียมสี่ม้ายากจะตามทัน | |||||||
| ความหมาย | เมื่อได้ลั่นวาจาแล้ว ยากที่จะกลับคำได้อีก (คือพูดคำไหนเป็นคำนั้น) | |||||||
——ข้อความสองวรรคนี้ คำเป็นคู่สมคุลกันทุกคู่ คือ yì (一 หนึ่ง) คู่กับ sì (駟 สี่ม้า) / yán (言 คำพูด) คู่กับ mǎ (馬ม้า) jì (既 เมื่อ) คู่กับ nán (難 ยาก) / chū (出 ออก) คู่กับ zhuī (追 ตาม) คู่แรกเป็นคำบอกจำนวนคู่กับคำบอกจำนวน คู่ที่สองคำนามคู่กับคำนาม คู่ที่สามคำวิเศษณ์คู่กับคำวิเศษณ์ คู่ที่สี่คำกริยาคู่กับคำกริยา เสียงวรรณยุกต์ของทุกคู่ก็สมดุลกันซึ่งไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียด
——คู่สมดุลในภาษาจีนพิถีพิถันกว่าในภาษาไทย กล่าวคือ ต้องเป็นคำชนิดเดียวกันตามหลักไวยากรณ์ เช่น คำนามคู่กับคำนาม คำกริยาคู่กับคำกริยา ความหมายก็ต้องเป็นประเภทเดียวกัน เช่น พ่อ (父 fù) คู่กับแม่ (母 mǔ) ภูเขา (山 shān) คู่กับแม่น้ำ (河 hé) หรือน้ำ (水 shuǐ) กล่าวโดยสรุป คู่สมดุลหรือดุลภาคในภาษาจีนต้องเป็นคู่กันทั้งเรื่องเสียงวรรณยุกต์ (音對 yìn duì) ความหมาย (義對 yì duì) และชนิดของคำ
(詞類對 cílèi duì)
——ลักษณะดุลภาคนี้จะแต่งเป็นคู่สมดุลเพียงคู่เดียวมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเรียกว่า ตุ้ยเหลียน (對聯 duìlián) หรือ “ตุ๊ยเลี้ยง” ในภาษาแต้จิ๋ว ซึ่งนิยมแปลว่า “กลอนคู่” ตัวอย่างกลอนคู่ที่คนไทยรู้จักกันดีคือ กลอนคู่เทศกาลตรุษจีนที่คุ้นกันตามเสียงภาษาแต้จิ๋วว่า “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” (新正如意 新年發財 xīnzhēng rúyì xīnnián fācái) เราอาจแปลเป็นไทยเอาความให้ไพเราะจะได้ว่า “เดือนอ้ายใหม่ได้สมจินตนา ปีใหม่มาพูนทรัพย์นับอนันต์”
——กลอนตรุษจีนคู่ที่นิยมกันว่าไพเราะมากคือ คู่ที่หลินต้าชิน (林大欽 Lín Dàqīn ค.ศ. 1511–1545) หรือหลิ่มไต่คิม จอหงวนชาวแต้จิ๋วแต่งไว้ว่า
| วรรคแรก | 天 | 增 | 歲 | 月 | 人 | 增 | 壽 |
| คำอ่าน | tiān | zēng | suì | yuè | rén | zēng | shòu |
| คำแปล | ธรรมชาติ | เพิ่ม | ปี | เดือน | คน | เพิ่ม | วัย |
| วรรคสอง | 春 | 滿 | 乾 | 坤 | 福 | 滿 | 堂 |
| คำอ่าน | chūn | mǎn | qián | kūn | fú | mǎn | táng |
| คำแปล | วสันต์ | เต็ม | ฟ้า | ดิน | โชค | เต็ม | บ้าน |
——คำในทุกตำแหน่งเป็นคู่สมดุลกันอย่างกลมกลืน ความหมายก็เป็นสิริมงคล แต่เคยมีเศรษฐีอวดรู้คนหนึ่งเอาตุ๊ยเลี้ยงคู่นี้ไปใช้ในงานฉลองวันเกิดครบรอบ 80 ปีของแม่ตัวเอง โดยแก้คำว่า 人 (rén คน) ในวรรคแรกเป็น 母 (mǔ แม่) เพื่อให้สอดคล้องกับการฉลองอายุแม่ ก็เลยเป็นเรื่องตลกร้ายฉีกหน้าตัวเอง เพราะคำว่า 母 (mǔ แม่) ต้องคู่กับคำว่า 父 (fù พ่อ) ความหมายของกลอนคู่นี้ก็เลยกลายเป็น “ธรรมชาติเพิ่มเดือนปีแม่เพิ่มวัย วสันต์เต็มฟ้าดินพ่อเต็มบ้าน”
——คู่สมดุลที่แต่งต่อเนื่องกันไปหลายๆ คู่เป็นเรื่องราวหนึ่งเรื่องหรือหนึ่งบทเรียกว่าเผียนเหวิน (駢文) คำว่า “เผียน” (駢) หมายถึงม้าคู่ที่เทียมรถ “เหวิน” (文) ในที่นี้หมายถึงเรื่องราวที่ประพันธ์ขึ้น “เผียนเหวิน” คือเรื่องที่แต่งขึ้นเป็นคู่สมดุลเหมือนม้าคู่ที่เทียมรถเป็นคู่ๆ แต่มีหลายคู่ต่อเนื่องกันเป็นเรื่องเป็นราวตลอดทั้งบทหรือเกือบตลอดทั้งบท มีบางประโยคที่ไม่เป็นคู่สมดุลแทรกอยู่บ้างเป็นส่วนน้อย ก็อนุโลมถือเป็นเผียนเหวินได้ ลักษณะเช่นนี้มีแต่ในภาษาจีนเท่านั้น
——เผียนเหวินมีพัฒนาการมายาวนาน จนรุ่งเรืองสูงสุดในยุคราชวงศ์เหนือ–ใต้ (南北朝 ค.ศ. 420–589) หนังสือเหวินซินเตียวหลง (文心雕龍 Wén Xīn Diāo Lóng สลักมังกรหัวใจวรรณศิลป์) ซึ่งเป็นตำราวรรณคดีวิจารณ์เล่มสําคัญของยุคนั้น แต่งเป็นเผียนเหวินทั้งเล่ม นอกจากนี้ยังมีเรื่องอื่นๆ อีก
——ฉันทลักษณ์ของเผียนเหวินคือ คู่สมดุลซึ่งบังคับเสียงวรรณยุกต์กับความหมาย ต้องเป็นดุลภาคกัน แต่ไม่มีสัมผัสในวรรณคดีจึงไม่จัดเป็นร้อยกรอง (詩歌 shīgē) แต่ก็ไม่ใช่ความเรียงหรือร้อยแก้วธรรมดา (散文 sǎnwén) ฉะนั้นจึงควรแปลว่า “ร้อยแก้วดุลภาค”

ม้วนภาพอักษรสิงซู (行书) บทเผียนเหวิน “จารึกกระท่อมหยาบ” โดย เหวินเจิงหมิง (文徵明 ค.ศ. 1470–1559) สมัยราชวงศ์หมิง (明 ค.ศ. 1368–1644)
——เผียนเหวินหรือร้อยแก้วดุลภาคเชิงวรรณศิลป์ที่มีชื่อเสียงมากของจีนได้แก่ “คำนำบทกวีหอเถิงหวัง” (滕王閣序 Téngwánggé Xù) ของหวังป๋อ (王勃 Wáng Bó ค.ศ. 650–676) กวีเอกยุคต้นราชวงศ์ถัง (唐 ค.ศ. 618–907) และ “จารึกกระท่อมหยาบ” (陋室銘) ของหลิวอวี่ซี (劉禹錫 Liú Yǔxī ค.ศ. 772–842) เรื่องแรกยาวและวิจิตรแปลยาก
จึงขอแปลเรื่องหลังไว้เป็นตัวอย่าง ดังนี้
《陋室銘 》
“山不在高,有仙則名; 水不在深,有龍則靈。斯是陋室,惟吾德馨。苔痕上階綠,草色入簾青。談笑有鴻儒,往來無白丁。可以調素琴,閱金經。無絲竹之亂耳,無案牘之勞形。南陽諸葛廬,西蜀子雲亭。孔子云:「何陋之有?」”
จารึกกระท่อมหยาบ[1]
——“ภูผามิได้อยู่ที่สูง, มีเซียนจึงโด่งดัง; วารีไม่ได้อยู่ที่ลึก, มีมังกรจึงศักดิ์สิทธิ์. ที่นี่คือกระท่อมหยาบ, แต่คุณธรรมข้าขจร, คราบตะไคร่ขึ้นจับขั้นบันไดเขียวชอุ่ม, สีหญ้าชุ่มฉายผ่านมู่ลี่ขจีสดใส.[2] ผู้สรวลเสสนทนาล้วนเหล่าปราชญ์, ผู้ไปมาขาดคนไร้ปัญญา. สามารถเล่นพิณเจ็ดสายอันพิสุทธิ์, อ่านคัมภีร์ทองของพุทธแลเต๋า. ไม่ระคายโสตเพราะเสียงเครื่องตีเป่าดีดสี[3], ไม่มีความเหนื่อยกายจากหนังสือราชการ กระท่อมหญ้าของขงเบ้งที่หนันหยาง,[4] ขนำน้อยของจื่อหยุนที่ซีสู่.[5] ขงจื๊อกล่าวว่า “จะมีความหยาบอยู่ที่ไหน?[6]”
——ร้อยแก้วดุลภาคเรื่องนี้ตัวบทภาษาจีน ประกอบด้วยประโยคใหญ่ซึ่งแสดงด้วยเครื่องหมายมหัพภาค 。หรือ Full Stop แปดประโยค ประโยคสุดท้ายเป็นประโยคเดี่ยวเพียงประโยคเดียว ข้างต้นเจ็ดประโยคเป็นประโยคคู่ 7 คู่ มีประโยคคู่ที่สองที่ว่า “ที่นี่คือกระท่อมหยาบ แต่คุณธรรมข้าขจร” และคู่ที่ห้า “สามารถเล่นพิณเจ็ดสายอันพิสุทธิ์ อ่านคัมภีร์ทองของพุทธแลเต๋า” เท่านั้นที่ไม่เป็น “คู่สมดุล” (對仗) อย่างชัดเจน ที่เหลืออีก 5 คู่ล้วนเป็นคู่สมดุลที่ไพเราะทั้งเสียงและความหมาย รวมทั้งเรื่องแล้วใช้เพียง 81 อักษร ทุกอักษรสละสลวยงดงามเป็นพลอยพราวแสงที่รวมกันเป็นรัตนมาลาล้ำค่าในขุมคลังวรรณคดีจีน บทแปลภาษาไทยได้รักษาลักษณะดุลภาคไว้ตามตัวบทภาษาจีน
——เนื่องจากดุลภาคเป็นวรรณศิลป์สำคัญประการหนึ่งของจีน และร้อยแก้วดุลภาค (駢文) เป็นคำประพันธ์สำคัญชนิดหนึ่งของจีน ในวงการการศึกษาอักษรศาสตร์จีนยุคเก่าจึงให้ความสำคัญแก่เรื่องนี้มาก มีตำราเรียนเรื่องดุลภาคหลายเล่ม ตำราเล่มหนึ่งชื่อ อิ้วเสว์กู่สื้อฉงหลิน (幼學故事瓊林 Yòuxué Gùshì Qiónglín) แต่งเป็นเผียนเหวินทั้งเล่ม
——เนื้อหาว่าด้วยความรู้จีนวิทยาสำหรับเยาวชน เมื่อศึกษาจบผู้เรียนจะมีความรู้จีนวิทยาพื้นฐานดีพอที่จะศึกษาต่อด้านอักษรศาสตร์และวรรณคดีจีนต่อไปได้อย่างดี ทั้งซึมซาบเข้าใจเรื่องดุลภาคดีจนสามารถแต่งตามแบบได้โดยอัตโนมัติ แต่งตุ๊ยเลี้ยงได้ดีโดยไม่ต้องฝึกอย่างเคี่ยวกรำ ในวงการศึกษาจีนจึงเรียกชื่อหนังสือเล่มนี้ไพเราะมาก
——ฉงหลิน (瓊林 qióng lín) หมายถึง “ป่าแก้ว” หรือ “รัตนวนา” กู้สื้อ (故事 gùshì) ในหนังสือนี้คือ “เรื่องราว” ส่วนอิ้วเสว์ (幼學 yòuxué) คือความรู้สำหรับเยาวชนหรือ ยุววิทยา รวมแล้วหมายถึง ป่าแก้วแห่งเรื่องราวความรู้สำหรับเยาวชน ซึ่งอาจผูกเป็นชื่อที่สละสลวยได้ว่า “ยุววิทยารัตนวนาปกรณ์” เป็นตำราเรียนเบื้องต้น หรือ “มูลบท” สำคัญเล่มหนึ่งของจีน หนังสือเล่มนี้ เฉิงเติงจี๋ (程登吉 Chéng Dēngjí ไม่ทราบปีเกิดและปีตาย) คนสมัยราชวงศ์ชิง (清 ค.ศ. 1616–1911) เป็นผู้แต่ง ยังได้รับความนิยมใช้สอนจีนวิทยาเบื้องต้นแก่เด็กจีนอยู่จนทุกวันนี้
[1] จารึกกระท่อมหยาบ คือข้อความที่ผู้แต่งเขียนติดไว้ที่กระท่อมของเขา บทภาษาจีนยาวเพียง 81 อักษร เป็นร้อยแก้วดุลภาค (駢體文piántǐwén) ที่สละสลวยไพเราะ ให้ทั้งจินตภาพและความคิดนึกอันลึกซึ้ง เป็นร้อยแก้วดุลภาคชิ้นเอกบทหนึ่งในวงวรรณคดีจีน คำว่า “หยาบ” หมายถึงกระท่อมที่สร้างอย่างหยาบๆ อยู่ห่างไกลจากความเจริญทางวัตถุ
[2] หมายถึงสีหญ้าฉายผ่านมู่ลี่เข้าไป เขียวงามจับตาอยู่ในห้อง เมื่อรวมกับวรรคหน้าแล้วเป็นดุลภาคที่ให้จินตภาพความร่มรื่นสงบงามของธรรมชาติที่นั่นมาก
[3] เครื่องตีเป่าดีดสีหมายถึงเครื่องดนตรีที่เล่นรวมวง ผู้แต่งรู้สึกว่าดังหนวกหู เพราะปัญญาชนจีนนิยมเล่นพิณ 7 สายคนเดียวระบายอารมณ์และความนึกคิดของตน (พิณ 7 สายเป็นเครื่องดนตรีโบราณสำหรับเล่นคนเดียว)
[4] ขงเบ้งเคยปลีกวิเวกใช้ชีวิตสงบสุขอยู่ที่หนันยาง ต่อมาเล่าปี่จึงเชิญมาเป็นเสนาธิการ
[5] จื่อหยุน (子雲 Ziyún) เป็นชื่อรองของหยางสฺยง (揚雄 Yáng Xióng) ปราชญ์ทางด้านปรัชญา ภาษา และวรรณคดีสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (西漢 202 ปีก่อนค.ศ.–ค.ศ. 8) เขาสร้างขนำน้อยอยู่ที่ซีสู่คือภาคตะวันตกของมณฑลเสฉวน กระท่อมหญ้าของขงเบ้งและขนำน้อยของจื่อหยุนล้วนเรียบง่ายอยู่ห่างไกลความเจริญ แต่เจ้าของเป็นนักปราชญ์ จึงมีชื่อเสียง ผู้คนยกย่อง สองวรรคนี้มีนัยยะว่ากระท่อมของหลิวอวี่ซีก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
[6] วรรคนี้เท้าความ (Allusion) ถึงข้อความในหนังสือหลุนอวี่บรรพที่เก้า (บรรพจื๋อหั่น) ข้อ 14 ที่ว่า “ขงจื๊อจะไปอยู่แดนเผ่าจิ่วอี๋ มีคนบอกว่า ‘ที่นั่นเป็นถิ่นหยาบ (คือห่างไกลจากความเจริญ) จะอยู่ได้อย่างไร’ ขงจื๊อกล่าวว่า ‘วิญญูชนไปอยู่ที่นั่น จะมีความหยาบอยู่ที่ไหน’” วรรคนี้เป็นการสรุปเรื่องด้วยวาทะของอริยเมธีขงจื๊อยืนยันว่า กระท่อมของผู้แต่ง (หลิวอวี่ซี) ก็มิได้หยาบ เพราะเจ้าของมีความรู้และคุณธรรมขจรขจายว่าเป็นวิญญูชนหรือบัณฑิต (君子 jūnzǐ) คนหนึ่ง
